วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2557

กระทรวงอุตสาหกรรม ถก ส.อ.ท.18 ส.ค.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 7 เดือนอนุมัติ รง.4 ลงทุน 2.1 แสนล้าน

กระทรวงอุตสาหกรรม ถก ส.อ.ท.18 ส.ค.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 7 เดือนอนุมัติ รง.4 ลงทุน 2.1 แสนล้าน

กระทรวงอุตสาหกรรม ถก ส.อ.ท.18 ส.ค.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 7 เดือนอนุมัติ รง.4 ลงทุน 2.1 แสนล้าน


สำนักวิจัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรม
 Description: OIENewLogo 
 



สรุปประเด็นข่าวสำคัญ : ประจำวันพุธที่ 6 สิงหาคม 2557
  

ค่าเงินบาท (ประจำวันที่ 5 สิงหาคม 2557)   32.118 บาท/$
ทองคำแท่ง    ซื้อ   19,600.00  บาทขาย   19,700.00   บาท
ทองรูปพรรณ  ซื้อ   19,313.84 บาทขาย   20,100.00    บาท
เบนซินออกเทน 95   48.75 บาท/ลิตรดีเซลหมุนเร็ว     29.85 บาท/ลิตร
แก๊สโซฮอล 95        40.23 บาท/ลิตรแก๊สโซฮอล 91    37.78 บาท/ลิตร

ข่าวในประเทศ
กล่องข้อความ: นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมกล่องข้อความ:              1. กระทรวงอุตฯ ถก ส.อ.ท.18 ส.ค.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ        7 เดือนอนุมัติ รง.4 ลงทุน 2.1 แสนล้าน (ที่มา: หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน, ประจำวันที่ 6 สิงหาคม 2557)    
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า   วันที่ 18 สิงหาคม คณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรมจะหารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อบูรณาการร่วมการทำงานกับเอกชน หลังจากการหารือร่วมกับ ส.อ.ท.เมื่อเดือนกรกฎาคม 57 ได้เห็นชอบตั้งคณะทำงานร่วมกัน 4 คณะ ได้แก่ 1.คณะทำงานการปรับ ปรุงการอนุญาตของกระทรวงอุตสาหกรรม 2.คณะทำงานกำกับโรงงานให้ปฏิบัติตามกฎหมาย 3.กระตุ้นเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและ 4.การต่อต้านคอร์รัปชัน โดยคณะทำงานของกระทรวงอุตสาหกรรมกับ ส.อ.ท.จะมีการประชุมเพื่อขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกันในทุกเดือน และเดือนสิงหาคมนี้ทางส.อ.ท.จะเป็นเจ้าภาพจัดประชุม ซึ่งการตั้งคณะทำงาน 4 ชุดล่าสุดได้กำหนดให้มีตัวแทนจากฝ่ายละ 3 คนเข้าร่วมในคณะทำงานทุกชุด ซึ่งจะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพและรวดเร็วซึ่งจะทำให้อุปสรรคการลงทุนต่างๆ หมดไป สำหรับการอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน(รง. 4) ทั่วประเทศผ่านหน่วยงานอนุญาตของกระทรวงอุตสาหกรรม 7 เดือน (มกราคม-กรกฎาคม 57) มีทั้งสิ้น 2,212 โรงงาน คิดเป็นเงินลงทุนทั้งสิ้น 211,314 ล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงาน 60,692 ซึ่งมีทิศทางลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีการอนุญาตรง. 4 ที่ 2,339 โรงงานเงินลงทุน 194,535 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม หลังกระทรวงอุตสาหกรรมลดขั้นตอนการพิจารณา รง. 4 ตั้งแต่ 1 กรกฎาคมให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ทำให้เดือนกรกฎาคมมีการอนุญาต รง.4 จำนวน 241 รายคิดเป็นเงินลงทุน 43,581 ล้านบาท ดังนั้น แนวโน้มการอนุญาต รง.4 ไตรมาส 4 จะดีขึ้น ทั้งนี้ การอนุญาตโรงงานในกรอบใหม่ 30 วัน คาดว่าจะเห็นชัดเจนในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งยืนยันว่าสามารถดำเนินการได้จริงนับจากวันที่ได้รับเอกสารครบถ้วนและถูกต้อง โดยการอนุญาตโรงงานที่ใช้เวลาเร็วขึ้นได้ดำเนินการควบคู่ไปกับการบังคับกฎหมายอย่างเคร่งครัดและกำกับอย่างเข้มงวดซึ่งสะท้อนจากยอดคำร้องเรียน 10 เดือน(1 ตุลาคม56 - 31 กรกฎาคม 57) มีการร้องเรียน 202 เรื่องลดลง 36% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มียอดร้องเรียน 274 เรื่อง โดยเรื่องหลักๆ ที่มีการร้องเรียนได้แก่ 1. กลิ่น 2. ฝุ่นละออง 3. น้ำเสีย ส่วนจำนวนเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น 115 ครั้งลดลง 3% โดยเหตุฉุกเฉินคือ ไฟไหม้ 66% ระเบิด 10% และอุบัติเหตุ 8%
กล่องข้อความ:              2. เอสเอ็มอีลงทุนนอกหอการค้านำทัพขยายธุรกิจในเวียดนาม รองเท้า-สิ่งทอ-ชิ้นส่วนมอเตอร์ไซค์เด่น (ที่มา: โพสต์ ทูเดย์, ประจำวันที่ 6 สิงหาคม 2557)
กล่องข้อความ: นายอิสระ ว่องกุศลกิจ   ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยได้ร่วมมือกับมูลนิธิเพื่อสถาบันการศึกษาวิชาการจัดการแห่งประเทศไทย (ไอเมท) จัดทำโครงการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยที่ต้องการไปลงทุนในต่างประเทศโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ต้องการไปลงทุนต่างประเทศ แต่ยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศนั้นๆ รวมทั้งขาดแผนรองรับความเสี่ยงในการทำธุรกิจ จึงทำให้การออกไปทำธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จ โดยโครงการนี้จะให้บริษัทใหญ่ที่ประสบความสำเร็จเป็นพี่เลี้ยงให้แก่เอสเอ็มอี และจะนำร่องส่งเสริมการลงทุนในประเทศเวียดนาม ตอนนี้เวียดนามเริ่มนิ่งขึ้นทั้งเรื่องราคาที่ดิน กฎหมายต่างๆ ที่มีความชัดเจนขึ้น จากช่วงแรกที่มีบริษัทใหญ่ๆ ของไทยหลายรายเข้าไปลงทุนและประสบความสำเร็จมาแล้ว จึงเหมาะที่จะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุน ทั้งนี้ เบื้องต้นตั้งเป้าว่าภายใน 1 ปี จะมีธุรกิจไทยไปลงทุนในเวียดนามอย่างน้อย3 ราย โดยอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมให้ไปลงทุน ได้แก่ รองเท้า สิ่งทอ ชิ้นส่วนมอเตอร์ไซค์ และบรรจุภัณฑ์ และหากโมเดลนี้ประสบความสำเร็จก็จะขยายผลการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนอื่นๆเช่น อินโดนีเซียและพม่า
สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ที่จะมาเป็นพี่เลี้ยงมี 14 บริษัท เช่น ปตท. กลุ่มเครือ เจริญโภคภัณฑ์ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์และเครือเอสซีจี เป็นต้น
กล่องข้อความ:  3. อุตฯ ชิ้นส่วนบุกอินโดฯ (ที่มา: โพสต์ ทูเดย์, ประจำวันที่ 6 สิงหาคม 2557)  
กล่องข้อความ: นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ   มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า นโยบายเศรษฐกิจภายใต้ผู้นำคนใหม่น่าจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศอินโดนีเซียให้ดีขึ้น โดยเฉพาะด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่เป้าหมายที่จะผลักดันให้อินโดนีเซียเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์อาจส่งผลดีต่อผู้ประกอบการไทยเช่นกัน ทั้งนี้ ที่ผ่านมานักลงทุนญี่ปุ่นจำนวนมากได้ตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ในอินโดนีเซีย และในอนาคตจะมีผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไปลงทุนในอินโดนีเซียมากขึ้น โดยอุตสาหกรรมขั้นกลางหรือชิ้นส่วนยานยนต์ยังมีโอกาสเติบโตไปพร้อมกัน ซึ่งผู้ประกอบการไทยน่าจะเข้าไปลงทุนเพื่อป้อนวัตถุดิบให้กับผู้ผลิตยานยนต์ได้
อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ประกอบการไทยที่มีโอกาสเข้าไปลงทุนคงเป็นกลุ่มซัพพลายเออร์ของบริษัทญี่ปุ่นหรือกลุ่มที่มีลูกค้าอยู่แล้ว แต่กลุ่มที่ไปเดี่ยวๆ อาจจะทำได้ยากกว่า เพราะผู้ประกอบการอินโดนีเซียค่อนข้างมีความเข้มแข็งอยู่แล้ว และภาครัฐย่อมให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่นมากกว่า ขณะที่อุตสาหกรรมอื่นๆที่ควรเข้าไปลงทุน คือ การแปรรูปสินค้าเกษตรที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ ซึ่งในอินโดนีเซียยังมีไม่เพียงพอ
ข่าวต่างประเทศ
กล่องข้อความ:  1. ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานสหรัฐพุ่งขึ้น 1.1% ในเดือนมิ.ย.
(ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 6 สิงหาคม 2557)   
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เปิดเผยว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าที่ผลิตในโรงงานสหรัฐปรับตัวขึ้น 1.1% ในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งที่สี่ในรอบห้าเดือน และมากที่สุดในรอบสามเดือน อีกทั้งยังมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ถึงเกือบสองเท่า โดย       นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่ายอดสั่งซื้อเดือนมิถุนายนจะเพิ่มขึ้น 0.6% หลังจากที่ร่วงลง 0.6% ในเดือนพฤษภาคม มียอดสั่งซื้อเดือนพฤษภาคมถูกปรับทบทวนจากรายงานก่อนหน้านี้ซึ่งระบุว่าลดลง 0.5% ยอดสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นในเดือนมิถุนายน นำโดยยอดสั่งซื้อเครื่องบิน เครื่องจักรอุตสาหกรรม รวมถึงคอมพิวเตอร์และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยยอดสั่งซื้อเครื่องบินพาณิชย์พุ่งขึ้น 8.4% ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรเพิ่มขึ้น 2.9% ขณะที่ยอดสั่งซื้อคอมพิวเตอร์และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น 2.9%
สำหรับยอดสั่งซื้อสินค้าทุนนอกภาคกลาโหมซึ่งไม่รวมอากาศยาน เพิ่มขึ้น 3.3% ในเดือนมิถุนายน โดยนักเศรษฐศาสตร์จับตาดูสินค้าหมวดนี้ เพราะเป็นข้อมูลที่ใช้ประเมินแผนการใช้จ่ายและความเชื่อมั่นทางธุรกิจ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ซึ่งเป็นสินค้าที่มีราคาแพงและมีอายุการใช้งานอย่างน้อย 3 ปี เช่น คอมพิวเตอร์ รถยนต์ และเครื่องจักร เพิ่มขึ้น 1.7% ขณะที่ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ไม่รวมสินค้าด้านการขนส่งซึ่งมีความผันผวน ปรับตัวขึ้น 1.9% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 2.5%

http://www.star-circuit.com/news/Ministry-of-Economy.html

วันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อีโบล่า โรคไข้อีโบล่า เกิดขึ้นได้อย่างไร

อีโบล่า โรคไข้อีโบล่า เกิดขึ้นได้อย่างไร

    โรคไข้อีโบลา คือโรคไข้เลือดออกจากไวรัสอีโบลา ซึ่งเป็นโรคที่ร้ายแรงมาก อุบัติใหม่ในแอฟริกาเมื่อปี 2519 ขณะที่โรคไข้เลือดออกในเกาหลีเกิดจากไวรัสฮันตาน ส่วนโรคไข้เลือดออกในไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ ศรีลังกา ปากีสถาน ฯลฯ เกิดจากไวรัสเด็งกี

การระบาดครั้งแรกของไวรัสอีโบลา
      
  เมื่อปี 2519         มีการระบาดเป็นครั้งแรกของโรคไข้เลือดออกชนิดใหม่ที่อุบัติใหม่อีกชนิดหนึ่งเกิดขึ้นที่ประเทศซูดานและประเทศซาอีร์ ชื่อ "อีโบลา" ชื่อนี้ได้มาจากชื่อแม่น้ำอยู่ตรงบริเวณที่พบโรคในตอนเริ่มแรกคือ ที่แถบลุ่มแม่น้ำอีโบลา ในประเทศซาอีร์ ก็เลยตั้งชื่อโรคและชื่อของไวรัสตัวก่อเหตุตามชื่อแม่น้ำดังกล่าว

ผู้ป่วยดรรชนี (Index case) รายแรกของโลก 26 สิงหาคม 2519 ที่ประเทศ ซาอีร์ แอฟริกา

          ผู้ป่วยรายแรกซึ่งถือว่าเป็นผู้ป่วยดรรชนีเป็นชายอายุ 44 ปีเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่โรงเรียนมิชชันนารี ไปขอรับการรักษาที่ "โรงพยาบาลมิชชั่นนารียัมบูกุ" ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาด 120 เตียง เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2519 ด้วยอาการไข้ซึ่งคิดว่าเป็นไข้จับสั่น (มาลาเรีย) และได้รับการรักษาโดยการฉีดคลอโรควิน ซึ่งมีอาการทุเลาขึ้น

          ในเวลาต่อมาภายใน 1 สัปดาห์มีคนไข้ในโรงพยาบาลได้รับการฉีดยาโดยใช้เข็มฉีดยาร่วมกับคนไข้รายดรรชนีให้หลับ (ปกติเราจะไม่ใช้เข็มฉีดยาที่ยังไม่ได้ฆ่าเชื้อร่วมกัน) หลังจากนั้นก็ป่วยเป็นไข้เลือดออกอีกหลายคน บางรายไม่ได้รับการฉีดยาแต่เป็นผู้ที่ไปสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะป่วยอยู่ระหว่าง 4 สัปดาห์แรกของการระบาดหลังจากนั้นโรงพยาบาลจึงได้ปิดการให้บริการเนื่องจากแพทย์ 11 นาย จาก 17 นาย ที่ปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลแห่งนี้ป่วยและตาย

โรคนี้แพร่โรคติดต่อกันได้จากการสัมผัสกันด้วย เรียกว่ามีการแพร่ติดต่อ จากคน-สู่-คน 
ผู้ป่วยเกิดขึ้นทุกกลุ่มอายุและทั้งสองเพศ แต่สตรีอายุระหว่าง 15-29 ปี จะเป็นกลุ่มที่มีความชุก อัตราป่วยชุกกว่ากลุ่มอื่น

          สรุปได้ว่าการแพร่เชื้อจากผู้ป่วยเกิดจากการถูกเข็มแทงและของมีคมปนเปื้อนเชื้อทำให้เกิดบาดแผลและการแต่งศพ และแพร่โรคติดต่อจาก ผู้ป่วย-สู่-ผู้ป่วย จากการสัมผัสใกล้ชิดได้ด้วย อย่าลืมว่า โรคไข้เลือดออกเด็งกีที่พบในบ้านเรา แพร่ติดต่อได้ เฉพาะโดนยุงลายบ้านที่มีเชื้อกัดเท่านั้น

ประมาณ 5 สัปดาห์ภายหลังการระบาดครั้งแรกที่ยัมบูกุประเทศซาอีร์ นพ.ซูโร ได้ศึกษาลักษณะทางเวชกรรมของผู้ป่วย 14 ราย ดังนี้

          ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ปวดท้อง เจ็บคอ หน้าตาไร้ความรู้สึก มีอาการอ่อนเพลียอย่างมาก ในบางรายประมาณวันที่ 5 ของระยะเฉียบพลันของโรค จะมีผื่นขึ้นตามตัวและมีเลือดออกด้วย มีเลือดออกที่เยื่อบุตา มีแผลตามริมฝีปากและในช่องปาก มีเลือดออกจากแผลดังกล่าว และ ออกจากเหงือก อาเจียนเป็นเลือด และ ถ่ายอุจจาระดำเลือด กำเดาไหล มีเลือดออกจากช่องหู ปัสสาวะเป็นเลือด และ บางรายมีอาการตกเลือดหลังคลอดด้วย ในรายที่มีเลือดออกมักจะถึงแก่กรรมภายใน 3 สัปดาห์ผู้ป่วยในระยะหลังของการระบาด อาการเลือดออกจะมีความรุนแรงน้อยลงกว่ารายแรกๆ ของการระบาด ในรายที่มีเลือดออกไม่รุนแรง หรือไม่มีเลือดออกเลย มักจะไม่ถึงแก่กรรม แต่ก็ไม่ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด ว่ามีความผิดปกติในการแข็งตัวของเลือดหรือไม่ เนื่องจากเป็นการฉุกเฉิน และเป็นการศึกษาในสนาม อุปกรณ์ในการศึกษาวิจัยไม่ได้มีครบครัน

จากการสำรวจทุกบ้านพบว่ามีโรคระบาดอยู่ 55 ตำบล (ทั้งหมดมี 550 ตำบล) โรคนี้ไม่เคยเป็นที่รู้จักของชาวบ้านมาก่อนเลย

ในเดือนตุลาคมปีเดียวกันนั้น ก็สามารถแยกเชื้อไวรัสที่มีรูปร่างคล้ายไวรัสมาร์บวร์กแต่ก็แสดงความแตกต่างกันได้อย่างชัดเจน โดยปฏิกิริยาน้ำเหลือง

         ไวรัสที่พบใหม่นี้ จึงได้รับการขนานนามว่า "ไวรัสอีโบลา (Ebola virus)" ตามชื่อแม่น้ำที่อยู่ในถิ่นที่มีการระบาด และ แยกเชื้อไวรัสได้ การแยกเชื้อไวรัสแยกได้จากเลือดของผู้ป่วย 8 รายจาก 10 รายโดยเพาะในเซลล์เพาะพันธุ์เวโร ไวรัสนี้จึงเรียกว่าไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ซาอีร์หรือ Ebola-Z

อีโบล่า Ebola
จากการที่เพาะแยกไวรัสได้ต่างสายพันธุ์กัน ทำให้แน่ใจได้ว่า การระบาดในประเทศซูดานและในประเทศซาอีร์นั้น ย่อมมิใช่การแพร่ของโรคจากประเทศแรกเข้าไปยังประเทศหลัง ต่างคนต่างเกิด
      
       การระบาดของโรคลดความรุนแรงลงเมื่อมีการหยุดการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน (กระบอกฉีดยาและเข็มขาดแคลนจึงมีการนำไปใช้ร่วมกันหลายคนหลายครั้ง) และยังมีมาตรการแยกกักกันผู้ป่วยมิให้ออกนอกหมู่บ้านการใช้อุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้ออย่างมิดชิดและถูกต้องของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล การกำจัดวัตถุที่ปนเปื้อนเชื้อที่ถูกวิธี ก็ทำให้สามารถป้องกันการติดเชื้อและการแพร่เชื้อต่อไปอีกได้ การติดต่อส่วนใหญ่จะติดต่อจากเลือด การติดจากละอองฝอยของน้ำมูกน้ำลายอาจเกิดขึ้นได้แต่มีโอกาสน้อยกว่า และไม่ติดกันโดยทางอากาศหายใจ (air-borne)ไม่สามารถแยกไวรัสได้จากแมลง เช่น ตัวเรือด (Cimexhemipterus F.) ยุงคิวเล็กซ์และยุงแมนโซเนีย ซีรัมของสัตว์ต่างๆที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง เช่น สุกร โค ค้างคาว หนู กระรอกลิงไม่พบว่ามีแอนติบอดีต่อไวรัสอีโบลา (หมายความว่าไม่มีการติดเชื้อ) แต่อย่างใด จึงหาแหล่งรังเก็บเชื้อโรคในธรรมชาติไม่ได้ หรือแหล่งรังโรค อยู่ใหนยังเป็นปริศนา
      
       การระบาดครั้งแรกในประเทศซูดานมีผู้ป่วย 284 คนโดยมีอัตราป่วย/ตายเท่ากับร้อยละ 53 เชื้อที่ก่อโรคเป็น ไวรัสเรียกชื่อจำเพาะมากขึ้นว่าอีโบลา-ซูดานหรือสายพันธุ์ซูดาน Ebola-S
      
       อีกไม่กี่เดือนต่อมาโรคก็อุบัติขึ้นที่เมืองยัมบูกุประเทศซาอีร์อีก เชื้อก่อโรคเคือสายพันธุ์ "อีโบลา-ซาอีร์" มีผู้ป่วยในการระบาดครั้งแรก 318 คนอัตราป่วย/ตายสูงกว่า การระบาดในซูดานคือสูงถึงร้อยละ 88 แม้ว่าจะมีการศึกษาค้นคว้าอย่างมากก็ยังพิสูจน์แหล่งรังโรคที่แน่ชัดไม่ได้อยู่ดี
      
       การระบาดของโรคไข้เลือดออกอีโบลารายงานจากประเทศไอวอรีโคสท์ในปี 2537 โดยมีสตรี นักชาติพันธุ์วิทยา ทำการผ่าตรวจซากลิงชิมแพนซีที่ล้มตายไม่ทราบสาเหตุที่ในป่าชื่อป่าตาย (Tai Forest) ในประเทศไอวอรีโคสท์ เธอจึงติดเชื้อโดยบังเอิญและป่วย สายพันธุ์นี้จึงให้ชื่อว่าอีโบลาโคทดีวัวร์ (ชื่อประเทศไอวอรีโคสท์ที่เป็นภาษาฝรั่งเศส)
      
       ในปี 2532 มีการระบาดของไวรัสอีโบลาในฝูงลิงแสมที่กักกันสัตว์ทดลองที่ไปจากต่างประเทศ ที่สถานีกักกันโรคเมืองเรสตัน รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา เป็นลิงแสมที่ส่งไปจากฟาร์มเฟอร์ไลท์ ชานกรุงมะนิลา เป็นลิงที่เพาะไว้จำหน่ายเพื่อใช้เป็นสัตว์ทดลองที่ฟาร์มแห่งหนึ่งบนเกาะมินดาเนา ลิงจะถูกกักกันไว้ก่อนส่งต่อไปยังห้องปฏิบัติการต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่นำโรคจากป่ามาแพร่ในเมือง โดยเฉพาะแพร่สู่นักวิจัยเป็นเบื้องต้น
      
       ในระหว่างกักกันลิงได้ล้มเจ็บลงหลายตัวเกือบทั้งฝูง และมีอัตราตายสูง การสอบสวนและตรวจชันสูตรทางห้องปฏิบัติการพบว่าเป็น "ไวรัสอีโบลา" หากลิงติดเชื้อ โรคจะเกิดแก่ลิงที่มีความรุนแรงมาก อัตราตายสูง แม้ว่าจะก่อให้เกิดการติดเชื้อในมนุษย์ได้เหมือนกัน (พิสูจน์ได้จากการตรวจเลือดผู้สัมผัสใกล้ชิดเช่นผู้เลี้ยงและสัตวแพทย์ผู้ดูแลสุขภาพลิง) แต่กลับไม่ก่อโรคที่มีอาการป่วยดังเช่นสายพันธุ์ซาอีร์และสายพันธุ์ซูดานจึงเรียกชื่อสายพันธุ์ไม่นี้ ว่า "สายพันธุ์เรสตัน" Ebola-R
      
       นอกจากนั้นก็มีรายงานการระบาดของไวรัสอีโบลาสายพันธุ์เรสตันในลิงแสมที่สถานีกักกันสัตว์ในรัฐเท็กซัส และเป็นลิงแสมที่นำเข้าจากประเทศฟิลิปปินส์เช่นกัน อีโบลาเรสตันนี่เองที่พบว่าไประบาดอยู่ในสุกรฟิลิปปินส์เมื่อ 2-4 ปีก่อน เหมือนกัน ไวรัสอีโบลาข้ามจากลิงไปหาสุกรได้อย่างไร ก็ยังเป็นปริศนาคาใจกันอยู่
      
       ในปี 2557 เกิดมีการระบาดของอีโบล่า ในแอฟริกาตะวันตกขึ้นอีกจะขอเล่าโดยสังเขปดังนี้
      
       เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2557 องค์การอนามัยโลกได้รับแจ้งจากกระทรวงสาธารณสุข ประเทศกีนีว่ามีการระบาดของโรคไข้เลือดออกอีโบลาในเขตป่าทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ จนถึงวันที่ 25 มีนาคม มีรายงานผู้ป่วยแล้ว 86 ราย ตาย 60 ราย (อัตราป่วย/ตายเท่ากับ ๖๙.๗%) มีเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์-สาธารณสุขป่วยและตายด้วย 4 ราย และยังมีรายงานผู้ป่วยที่เข้าข่ายสงสัยในประเทศที่มีเขตแดนติดต่อกันอีกหลายรายที่กำลังอยู่ในระหว่างการสอบสวน ชันสูตร ค้นคว้าอยู่อีกหลายราย คือ ในประเทศ ไลเบเรียและ เซียยร่า เลโอนโดยได้ส่งเลือดตัวอย่างไปชันสูตรโดยวิธีพีซีอาร์ที่หอชันสูตรโรคติดเชื้อระหว่างประเทศที่ เมืองลียอง ประเทศฝรั่งเศส ก็ยืนยันได้ชัดเจนว่าเป็นโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ ซาอีร์
ebola-map
แผนที่ประเทศกินี ตรงสีทึบคือบริเวณที่โรคระบาด ที่รายงานเมื่อวันที่ 25 มีนาคม ที่สีจางคืออยู่ในระหว่างการสอบสวนโรค
      
       โรคแพร่ระบาดต่อไปในประเทศกีนี และไปยังประเทศใกล้เคียงดังนี้
      
       สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัส Ebola วันที่ 17 เมษายน 2557 ในทวีปแอฟริกา ได้แก่:
      
       ประเทศ Guinea: มีรายงานผู้ป่วยที่มีอาการเข้าได้กับ Ebola virus Disease จำนวน 202 ราย เสียชีวิต 125 รายและผู้ป่วยยืนยัน 108 ราย
      
       ประเทศ Liberia: มีรายงานผู้ป่วย ที่มีอาการเข้าได้กับ Ebola Virus Disease จำนวน 27 ราย เสียชีวิต 13 รายและผู้ป่วยยืนยัน 6 ราย และ
      
       ประเทศ Mali: มีรายงานผู้ป่วยเข้าข่ายสงสัย 6 ราย ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่พบเชื้อ
      
       องค์การอนามัยโลก: ไม่แนะนำให้มีการจำกัดการเดินทางหรือการค้ากับประเทศกินี ไลบีเรีย และเซียร์ราลีโอน แต่อย่างใด
      
       องค์การอนามัยโลกรายงานเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2557 ว่า ผู้ป่วยอีโบลาในประเทศกินีเพิ่มขึ้นอีก รวมจำนวนสะสมได้ 208 ราย ตาย 136 ราย เป็นบุคลากรทางแพทย์และสาธารณสุข 25 ราย ตาย 16 ราย
      
       การประเมินความเสี่ยงของประเทศไทย: สำนักโรคอุบัติใหม่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ประเมินว่า การแพร่กระจายของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา อาจมาสู่ประเทศไทยได้ 2 วิธี ได้แก่ จากการนำเข้าสัตว์ที่ อาจเป็นแหล่งรังโรค เช่น สัตว์ป่า ลิงชิมแปนซี หรือการแพร่เชื้อของผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา จากประเทศนี้จะทำให้มีอาการป่วยโดยที่มีการระบาดโดยผ่านผู้เดินทาง เข้ามาประเทศไทยจากประเทศที่มีโรคกำลังระบาด
      
       โรคนี้ ยังไม่มียาหรือปฏิชีวนะรักษาที่จำเพาะ ต้องรักษาแบบประคับประคองและรักษาตามอาการ และยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค
      
       มาตรการกระทรวงสาธารณสุขประเทศไทย 
      
       1.ติดตามสถานการณ์ความคืบหน้า จากองค์การอนามัยโลกโดยสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค
      
       2.สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศเฝ้าระวังผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือคนไทยที่เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค
      
       3.กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เตรียมความพร้อมในการตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการ ทั้งนี้ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข
      
       ประชาชนชาวไทย ยังไม่ต้องตระหนก เพียงแต่ให้ตระหนักให้รับรู้กันเอาไว้และติดตามข่าวเป็นระยะๆ นะครับ
โดย...ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ
       ที่ปรึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และที่ปรึกษา กรมควบคุมโรค
http://www.star-circuit.com/news/Ebola.html

วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ปราจีนบุรีรวมพลังส่งเสริมบริหารจัดการน้ำโรงงานอุตสาหกรรม

ปราจีนบุรีรวมพลังส่งเสริมบริหารจัดการน้ำโรงงานอุตสาหกรรม

 water management industry

          ดร.ชูเกษ อุ่นจิตติ ที่ปรึกษาโครงการส่งเสริมและพัฒนาการบริหารจัดการน้ำในโรงงานอุตสาหกรรม จ.ปราจีนบุรี เผยว่า เนื่องจากในปัจจุบันแม่น้ำปราจีนบุรีได้มีความเสื่อมโทรมลงไปมากกว่าในอดีต เนื่องมาจากการเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจ การขยายตัวของแหล่งชุมชน และการขยายตัวของพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดการปล่อยมลพิษทางน้ำลงสู่แม่น้ำปราจีนบุรีมากขึ้น หากเป็นเช่นนี้ต่อไปก็จะมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนถึงขั้นวิกฤติ ที่ผ่านมา จ.ปราจีนบุรี และสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงร่วมกันจัดสัมมนาตามโครงการส่งเสริมและพัฒนาการบริหารจัดการน้ำในโรงงานอุตสาหกรรม จ.ปราจีนบุรี ประจำปีงบประมาณ 2557 ขึ้นที่โรงแรมทวาราวดี รีสอร์ท อ.ศรีมหาโพธิ
          ทั้งนี้ ในการสัมมนามีนายสมคิด ตัณฑศรีสุข อุตสาหกรรมจังหวัด ผู้ประกอบการโรงงาน 40 แห่ง ครอบคลุมในพื้นที่ 7 อำเภอของจ.ปราจีนบุรี และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมในกิจกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการลดปริมาณการใช้น้ำในโรงงานอุตสาหกรรม ลดปริมาณน้ำทิ้งจากโรงงานและเพื่อรักษาคุณภาพน้ำให้ได้มาตรฐานตามประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้นำน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ใหม่ตามโครงการดังกล่าวกำหนดระยะเวลาในการดำเนินงานให้แล้วเสร็จภายในเวลา240วัน.
http://www.star-circuit.com/news/water-management-industry.html
ที่มา ไทยรัฐออนไลน์

วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

บีโอไอนำทัพ SME เจรจาธุรกิจ

บีโอไอนำทัพ SME เจรจาธุรกิจ


สำนักวิจัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรม
 OIENewLogo 
 



สรุปประเด็นข่าวสำคัญ : ประจำวันอังคารที่29กรกฎาคม2557
  

ค่าเงินบาท (ประจำวันที่28กรกฎาคม2557)31.810บาท/$
ทองคำแท่ง    ซื้อ   19,600.00บาทขาย   19,700.00   บาท
ทองรูปพรรณซื้อ   19,313.84บาทขาย   20,100.00    บาท
เบนซินออกเทน 9548.75 บาท/ลิตรดีเซลหมุนเร็ว29.85บาท/ลิตร
แก๊สโซฮอล 9540.23 บาท/ลิตรแก๊สโซฮอล 9137.78 บาท/ลิตร

ข่าวในประเทศ
กล่องข้อความ:  กล่องข้อความ: นายนฤชา ฤชุพันธุ์ ผู้อำนวยการหน่วยพัฒนาการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม (BUILD)            1. บีโอไอนำทัพ SME เจรจาธุรกิจ(ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง, ประจำวันที่ 29 กรกฎาคม2557)                                                                  นายนฤชา ฤชุพันธุ์ ผู้อำนวยการหน่วยพัฒนาการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม (BUILD) เปิดเผยว่า วันที่ 19 สิงหาคมนี้ หน่วย BUILD จะจัดกิจกรรมผู้ซื้อพบผู้ขาย ครั้งที่ 240 โดยนำผู้ผลิตชิ้นส่วนซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่เกี่ยวข้องในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ครอบคลุมทั้งกลุ่มพลาสติก เหล็ก รวมถึงชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เดินทางไปเยี่ยมชม บริษัท ดูคาติมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ DUCATI MOTOR (Thailand) ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ 4 จังหวะ ที่มีกระบอกสูบของเครื่องยนต์ตั้งแต่ 500 ซีซี. ขึ้นไป ณ จังหวัดระยอง โดยการผลิตและจำหน่ายในประเทศไทยมุ่งเน้นตลาดส่งออกเป็นหลัก หรือประมาณร้อยละ 95 อาทิ จีน อินเดีย เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ทั้งนี้กิจกรรมสำคัญ จะเปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีไทยได้ร่วมรับฟังนโยบายการจัดซื้อชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ของบริษัท ซึ่งปัจจุบันมีเป้าหมายที่จะลดสัดส่วนการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศลง และหันมาใช้ชิ้นส่วนที่จัดซื้อในประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นโอกาสให้กับเอสเอ็มอีที่ร่วมกิจกรรมได้ร่วมเจรจาธุรกิจเพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นพันธมิตรในการผลิตชิ้นส่วนป้อนให้กับความต้องการของบริษัทในอนาคต
            อย่างไรก็ตาม บริษัทกำลังมองหาวัตถุดิบที่ผู้ประกอบการไทยสามารถผลิตได้เพื่อที่จะลดการนำเข้าจากต่างประเทศลง ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการลดต้นทุนของบริษัทไปด้วย ดังนั้นในกิจกรรมครั้งนี้นอกจากจะสร้างโอกาสให้กับเอสเอ็มอีไทยในการเจรจาเพื่อก้าวไปสู่การเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนป้อนให้กับบริษัทแล้ว ยังจะช่วยทำให้ผู้ผลิตไทยสามารถนำความรู้ในเทคโนโลยีต่างๆ ที่ได้จากการเยี่ยมชมโรงงานไปพัฒนาและต่อยอดการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของตลาดได้เพิ่มขึ้นในอนาคตอีกด้วย

กล่องข้อความ:  กล่องข้อความ: นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ                2.ส่งออกมิ.ย.โต 3.9% ชี้ครึ่งปีหลังฟื้น(ที่มา: เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ, ประจำวันที่ 29กรกฎาคม 2557)                                                       นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่ายอดการส่งออกเดือนมิถุนายน 2557 มีมูลค่า 19,842 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 3.90% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 18,049 ล้านดอลล์ ลดลง14.03 % เกินดุลการค้ากว่า 1.7 พันล้านดอลลาร์ส่วนการส่งออกช่วงครึ่งปีแรก (มกราคม - มิถุนายน) มีมูลค่า 112,704.4.ล้านดอลลาร์ลดลง 0.35% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน  ส่วนการนำเข้ามูลค่า 112,467.7 ล้านดอลลาร์ ลดลง 14% เกินดุลการค้ามูลค่า  236.7 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ สินค้าที่ทำให้ภาพรวมการส่งออกในเดือนมิถุนายนกระเตื้องขึ้น  คือสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัว 2.6% โดยสินค้าข้าวขยายตัว 35.1% มันสำปะหลัง 42.3% แต่ยางพาราลดลง 20.9% หมวดอาหาร 7.6% แต่รายสินค้าทูน่ากระป๋องลดลง 15.2% ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว 3.9% เช่นเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัว 3.4% เครื่องใช้ไฟฟ้า ขยายตัว 3.4%ด้านตลาดส่งออกเดือนมิถุนายน 2557 ตลาดหลักขยายตัว 8.4% มูลค่า 5,798 ล้านดอลลาร์ แต่ญี่ปุ่นทรงตัว 0% มูลค่าการค้า 1,919 ล้านดอลลาร์ สหรัฐขยายตัว 11.2% มูลค่า 2,057 ล้านดอลลาร์ สหภาพยุโรปขยายตัว 15.4 % มูลค่า 1,822 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ตลาดอาเซียน ขยายตัว 2.3% มูลค่า 5,257 ล้านดอลลาร์
กล่องข้อความ:  กล่องข้อความ: น.ส.บุษบา จิราธิวัฒน์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทยอย่างไรก็ตาม ขณะที่สินค้าส่งออกช่วง 6 เดือนแรก ในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัว 2% จากเครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า ส่วนวัสดุกลุ่มก่อสร้างลดลง 20.4% เนื่องจากอุปทานเหล็กในตลาดโลกอยู่ในระดับสูงสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรลดลง 5%  เพราะยางพารา อาหารทะเลแช่แข็งกระป๋องและแปรรูปรวมถึงน้ำตาลหดตัว จากสาเหตุราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง                                                                                                                                3. สมาคมค้าปลีกฯชงคสช.ตั้งกระทรวงดูแลเฉพาะ(ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ ทูเดย์, ประจำวันที่ 29 กรกฎาคม 2557)                          น.ส.บุษบา จิราธิวัฒน์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า สมาคมได้มีการนำเสนอ 12 มาตรการ ผ่านสภาหอการค้าไทยไปยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมค้าปลีกให้มีการขยายตัวต่อเนื่องทั้งนี้ หนึ่งในมาตรการที่นำเสนอและอยากให้มีการจัดตั้ง คือ กระทรวงพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และการค้า เพื่อเข้ามาดูแลอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการค้าปลีกโดยเฉพาะ เนื่องจากปัจจุบันอุตสาหกรรมค้าปลีกยังไม่มีหน่วยงานเฉพาะของภาครัฐเข้ามาดูแลสำหรับกระทรวงพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และการค้าที่เสนอให้จัดตั้งต้องนำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.) กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกรมพัฒนาชุมชนกระทรวงมหาดไทย รวมถึงหน่วยงานที่กระจายอยู่มารวมกันในกระทรวงดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ขณะที่มาตรการที่เหลือ ได้แก่ 1.การลดภาระค่าครองชีพของประชาชน 2.การช่วยเหลือภาคเอกชน 3.การสนับสนุนการขยายตัวของภาคค้าปลีกอย่างชัดเจน 4.รัฐบาลควรเจรจาในระดับ G2G กับรัฐบาลในกลุ่มอาเซียน 5.ควรจัดให้มีหน่วยงานที่เป็นศูนย์กลางในการออกใบอนุญาต 6.ส่งเสริมการค้าชายแดนอย่างชัดเจน 7.การสร้างความเชื่อมั่นและบรรยากาศการจับจ่ายและลงทุน 8.กำหนดมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการSME 9.ประเทศไทยให้เป็นจุดหมายการท่องเที่ยวที่ครบวงจร 10.ต้องไม่ปิดกั้นการเข้าไปทำธุรกิจร้านค้าปลอดภาษีในสนามบินและพื้นที่ค้าปลีกนอกสนามบิน11.ในนิมิตของการจ้างงานให้สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเป็นสถาบันที่จะสร้างงานและพัฒนาบุคลากรที่สำคัญ และ12.การชงตั้งกระทรวงดังกล่าว
ข่าวต่างประเทศ
กล่องข้อความ:              1. ญี่ปุ่นปล่อยกู้รายย่อยพม่า(ที่มา:หนังสือพิมพ์โพสต์ ทูเดย์,ประจำวันที่ 29กรกฎาคม 2557)                                          เว็บไซต์ข่าวอีเลเวน เมียนมาร์ เปิดเผยว่า องค์กรเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจกา) กำลังพิจารณาการให้สินเชื่อแก่ธนาคารพม่าแห่งหนึ่ง เพื่อให้มีสภาพคล่องในการปล่อยสินเชื่อแก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก(เอสเอ็มอี) ต่อไป ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าธนาคารดังกล่าวคือ ธนาคารเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มไอดีบี) ทั้งนี้ เอสเอ็มไอดีบีเป็นธนาคารที่ตั้งขึ้นเพื่อการปล่อยสินเชื่อแก่บรรดาธุรกิจรายย่อยในพม่า โดยคิดอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 8.5%และให้วงเงินแก่ธุรกิจรายย่อยได้มากที่สุด100 ล้านจ๊าด (ราว 3 ล้านบาท)
          อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ไจกายังคงอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาว่า จะปล่อยสินเชื่อให้แก่ธนาคารเอสเอ็มไอดีบี หรือจะเป็นธนาคารซีบี ซึ่งธนาคารเอกชนรายใหญ่เช่นกันปัจจุบันธุรกิจเอสเอ็มอีคิดเป็น 99%ของธุรกิจทั้งหมดในพม่า และมีความสำคัญในทางเศรษฐกิจ โดยในรายย่อยยังขาดการลงทุนขนาดใหญ่ นอกจากนี้ส่วนใหญ่ประสบปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินกู้อีกด้วย

http://www.star-circuit.com/news/BoI-led-SME-business-negotiations.html

วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

'บีโอไอ' ปฏิวัติอุตสาหกรรมไทยหันใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

'บีโอไอ' ปฏิวัติอุตสาหกรรมไทยหันใช้เทคโนโลยีขั้นสูง


สำนักวิจัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรม
 OIENewLogo 
 



สรุปประเด็นข่าวสำคัญ : ประจำวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม 2557
  

ค่าเงินบาท (ประจำวันที่ 25 กรกฎาคม 2557)   31.867 บาท/$
ทองคำแท่ง    ซื้อ   19,550.00  บาทขาย   19,650.00   บาท
ทองรูปพรรณ  ซื้อ   19,268.36 บาทขาย   20,050.00    บาท
เบนซินออกเทน 95   48.75 บาท/ลิตรดีเซลหมุนเร็ว     29.85 บาท/ลิตร
แก๊สโซฮอล 95        40.23 บาท/ลิตรแก๊สโซฮอล 91    37.78 บาท/ลิตร

ข่าวในประเทศ
กล่องข้อความ:  กล่องข้อความ: ดร.อรรชกา สีบุญเรือง              อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม             1. กสอ.สร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมพัฒนาขอนแก่นกลายเป็น 'ฮับ' รองรับเออีซี(ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์, ประจำวันที่ 28 กรกฎาคม 2557)                                                                                              ดร.อรรชกา สีบุญเรือง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เปิดเผยว่า ได้มีการจัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมศักยภาพภาคอุตสาหกรรม SMEs ในพื้นที่ภาคอีสาน เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs รายเดิมให้มีความเข้มแข็ง มีความรู้ในด้านการประกอบการอย่างเป็นระบบและบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการเข้าสู่เออีซี โดยมีการส่งเสริมลักษณะผู้ประกอบการที่มีความสามารถและ ธรรมมาภิบาลการบริหารธุรกิจยุคใหม่ การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการลงทุนต่าง ๆ และมีความรู้ในด้านการจัดตั้งธุรกิจ ซึ่งที่ผ่านมาได้พัฒนาผู้ประกอบการไปแล้ว 281 รุ่น มีผู้ผ่านการอบรม 8,975 ราย จาก 77 จังหวัด โดยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี 148 ราย ทั้งนี้ กสอ. มองเห็นศักยภาพของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากเป็นศูนย์กลางของอินโดจีน โดยเฉพาะ จังหวัดขอนแก่น ที่เป็นศูนย์กลางในหลายด้าน จึงส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มเคลื่อนย้ายเข้ามาประกอบธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
            อย่างไรก็ตาม จังหวัดขอนแก่น มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงกว่าจังหวัดอื่น ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ในการทำการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะมีความพร้อมในหลายด้าน อาทิ ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในการลงทุน ด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน ด้านเทคโนโลยี และด้านเงินทุน ทำให้มีศักยภาพพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ของภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่อินโดจีนได้แบบไม่ยากนัก โดยคาดว่า จังหวัดขอนแก่น จะสามารถยกระดับภาคอุตสาหกรรมได้อย่างสมบูรณ์ จนสามารถแข่งขันกับชาติอื่นในภูมิภาคอาเซียนได้ เพื่อเป็นการรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ทั้งในด้านเชิงรับและเชิงรุกผ่านกระบวน การเรียนรู้ต่าง ๆ  ผู้ประกอบการจะได้สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดขยายกิจการให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป

กล่องข้อความ:  กล่องข้อความ: นายอุฤทธิ์ ศรีหนองโคตร เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)            2. สมอ.ตื่นขันนอตใบอนุญาตแก้กฎหมายคุมมาตรฐานอุตสาหกรรม ปรับคุณภาพหมวกกันน็อกแบบใหม่ (ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ ทูเดย์, ประจำวันที่ 28 กรกฎาคม 2557)                               นายอุฤทธิ์ ศรีหนองโคตร เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช) เห็นชอบร่างแก้ไข พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 แล้ว และอยู่ระหว่างการเสนอให้หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช.พิจารณาเพื่อแก้ไขการออกใบอนุญาตของสมอ.ให้มีความคล่องตัว รวดเร็ว รัดกุมมากขึ้น ทั้งนี้ ร่างกฎหมายฉบับใหม่จะแก้ไขใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1. ให้อำนาจเลขาธิการ สมอ.ในการพิจารณาการออกใบอนุญาตมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมทั่วไป 2. แก้กฎหมายให้อำนาจ กมอ.เป็นผู้มีอำนาจในการอนุญาตนำเข้า เฉพาะครั้งคราวในสินค้าที่มีมาตรฐานต่างจากประเทศไทย และ 3. แก้ไขการกำหนดอายุใบอนุญาตมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
กล่องข้อความ:              อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ สมอ.กำลังเตรียมทำประชาพิจารณ์มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหมวกนิรภัยสำหรับผู้ใช้จักรยานยนต์เพื่อนำมาประกาศใช้ในสิ้นปีนี้ โดยจะปรับใหม่ให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยตามข้อตกลงประเทศในกลุ่มอาเซียนหรือมาตรฐานยูเอ็นอีซีอี ขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) จากปัจจุบันที่ไทยใช้มาตรฐานความปลอดภัยของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมาตรฐานใหม่จะทำให้หมวกนิรภัยมีความแข็งแรงมากขึ้น และสามารถส่งออกสินค้าไปจำหน่ายยัง 10 ประเทศในอาเซียนได้ตามข้อตกลง                                                                                                                  3. 'บีโอไอ' ปฏิวัติอุตสาหกรรมไทยหันใช้เทคโนโลยีขั้นสูง
กล่องข้อความ: นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) (ที่มา: เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ, ประจำวันที่ 28 กรกฎาคม 2557)                        นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ทางบีโอไอ กำลังปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้สอดคล้องกันกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ได้กำหนดแผนพัฒนามีความสมดุลทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผลักดันให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากรายได้ปานกลาง จึงต้องเน้นอุตสาหกรรมที่สร้างคุณค่า และมูลค่ามากกว่าเชิงปริมาณ ทั้งนี้ไทยไม่สามารถแข่งขันด้านอุตสาหกรรมด้านใช้แรงงานและทรัพยากรภายในประเทศเป็นฐานการผลิต จึงต้องพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ไปสู่การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ที่จะมีการปรับโครงสร้างการอุตสาหกรรมให้เน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมาตรการส่งเสริมการลงทุนใหม่ที่จะประกาศใช้ในปี 2558 นี้ จะปรับเปลี่ยนการ ส่งเสริมจากเดิมที่ให้การส่งเสริมทุกอุตสาหกรรมมามุ่งเน้นโฟกัสเลือกส่งเสริมเฉพาะกลุ่ม สินค้าบางกลุ่มที่มีส่วนต่อยอด และสร้างพื้นฐานให้กับอุตสาหกรรมในประเทศ ทั้งนี้ สินค้า 4 กลุ่มคือ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพื้นฐานอุตสาหกรรมเดิม อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมที่มีทรัพยากรพื้นฐานในประเทศอยู่แล้ว เช่น เกษตร อาหาร และอุตสาหกรรมที่ไทยมีการพัฒนาการผลิตระดับโลก เช่น รถยนต์และชิ้นส่วน หากต่อยอดไปจะกลายเป็นฐานการผลิตใหญ่ให้กับอุตสาหกรรมการบิน ที่เป็นธุรกิจอนาคตที่กำลังเติบโตในเอเชีย รวมถึงอิเล็กทรอนิกส์
            อย่างไรก็ตาม สำหรับมาตรการส่งเสริมการลงทุนนั้น มีการจัดทำรูปแบบจูงใจการลงทุนด้วยมาตรการอำนวยความสะดวก ด้านอื่นๆ ส่วนแผนการสนับสนุนด้านการวิจัยพัฒนานั้นวางแผนไว้ภายใน 5 ปี จะต้องเพิ่มการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาจาก 6,000 ล้านบาทในปัจจุบันเป็น 20,000 ล้านบาท ทั้งนี้ มูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2557 น่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้คือ 700,000 ล้านบาท ที่ลดลงจากปี 2556 ที่มูลค่าการขอรับการส่งเสริมอยู่เติบโตถึง 900,000 ล้านบาท เนื่องมาจากแนวโน้มทางเศรษฐกิจโลกมีทิศทางไม่ฟื้นตัว ในปีนี้
ข่าวต่างประเทศ
กล่องข้อความ:              1. ไอเอ็มเอฟลดการเติบโตทั่วโลกเหลือ 3.4 (ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น, ประจำวันที่ 28 กรกฎาคม 2557)                                               กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกน่าจะขยายตัว 3.4% ในปีนี้ ลดลงจากประมาณการเมื่อเดือนเมษายน 0.3% แต่ยังถือว่าดีกว่าปี 2556 ซึ่งโต 3.2% โดยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกของไอเอ็มเอฟล่าสุด ระบุว่า การเติบโตทั่วโลกอาจลดลงเป็นเวลานานขึ้น เนื่องจากไม่มีแรงส่งที่แข็งแกร่งในเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยต่ำมาก และมีการผ่อนคลายตัวยับยั้งการฟื้นตัวอื่นๆ ทั้งนี้ ธนาคารกลางหลายแห่งในตลาดเกิดใหม่ เช่น บราซิล อินโดนีเซีย และตุรกี ได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรงในช่วงปี 2556 - 2557 ซึ่งทำให้ภาวะการเงินตึงตัวขึ้น เนื่องจาก คาดว่าจะมีการเติบโตที่ค่อนข้างแข็งแกร่งมากขึ้นในเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วบางประเทศในปีหน้า ไอเอ็มเอฟจึงคงประมาณการเติบโตทั่วโลกในปี 2558 ไว้ที่ 4%
            อย่างไรก็ตาม สำหรับการเติบโตของยูโรโซน คาดว่า จะแข็งแกร่งเป็น 1.1% จากที่หดตัว 0.4% ในปีที่ผ่านมา แต่ไอเอ็มเอฟตั้งข้อสังเกตว่ายูโรโซนจะยังคงมีการฟื้นตัวที่ไม่เท่ากันทั่วภูมิภาค ซึ่งสะท้อนว่ายังคงมีการกระจายตัวทางการเงินอย่างต่อเนื่อง งบดุลของภาครัฐและเอกชนลดลง และการว่างงานสูงในเศรษฐกิจบางประเทศ

'บีโอไอ' ปฏิวัติอุตสาหกรรมไทยหันใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

'บีโอไอ' ปฏิวัติอุตสาหกรรมไทยหันใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

http://www.star-circuit.com/news/BOI.html

วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

EGATi ลงนาม Memorandum of Understanding (MOU) กับคณะกรรมการประชาชนจังหวัดกวางจิ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

EGATi ลงนาม Memorandum of Understanding (MOU) กับคณะกรรมการประชาชนจังหวัดกวางจิ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

          EGATi ลงนาม Memorandum of Understanding (MOU) กับคณะกรรมการประชาชนจังหวัดกวางจิ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม อันเป็นรากฐานสำคัญในการเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกวางจิขนาดกำลังผลิต 1,200 Glossary Link เมกะวัตต์ โดยจะเริ่มงานก่อสร้าง ประมาณปลายปี 2560 ก่อนเริ่มจ่ายไฟเชิงพาณิชย์โรงไฟฟ้าชุดแรก ประมาณเดือนมิถุนายน ปี 2564

EGET
          เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2557 บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ Memorandum of Understanding (MOU) ร่วมกับคณะกรรมการประชาชนจังหวัดกวางจิ เพื่อสร้างความร่วมมือในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกวางจิ (Quang Tri) จังหวัดกวางจิ ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ขนาดกำลังผลิต 1,200 Glossary Link เมกะวัตต์ โดยมี นายธนา พุฒรังษี รักษาการกรรมการผู้จัดใหญ่ บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และนายเหวียน ดึ๊ก เกื่อง (Nguyen Duc Cuong) ประธานคณะกรรมการประชาชนจังหวัดกวางจิ ร่วมลงนาม พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง จากบริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และจังหวัดกวางจิ พร้อมด้วยสื่อมวลชนท้องถิ่นร่วมในพิธี ณ จังหวัดกวางจิ ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
          นายธนา พุฒรังษี กล่าวว่า โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกวางจิถือเป็นโครงการที่รัฐบาลของทั้งสองประเทศให้ความสำคัญ เพราะนอกจากจะเป็นโครงการที่สร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าทั้งของจังหวัดกวางจิและของประเทศเวียดนามในภาพรวมยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศรวมไปถึงสร้างโอกาสในการพัฒนาโครงข่ายพลังงานไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากจังหวัดกวางจิห่างจากชายแดนไทยเพียง 280 กิโลเมตร และอาจเชื่อมโยงไปถึงประเทศลาวได้อีกด้วย
           "โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกวางจิเป็นโครงการที่มีความสำคัญเป็นลำดับแรกๆ ของ EGATi ในการดำเนินงานที่ผ่านมานอกจากรัฐบาลทั้งสองประเทศที่ให้การสนับสนุนแล้ว จังหวัดกวางจิยังมีส่วนอย่างมากในการช่วยผลักดันโครงการเพื่อให้มีความก้าวหน้าตามกำหนดที่วางแผนไว้ ซึ่งแนวทางการดำเนินงานต่อไปของโครงการนี้คือ EGATi ได้ว่าจ้างบริษัท Power Engineering Consulting Joint Stock Company 2 (PECC2) เพื่อทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ หรือ Feasibility Study และประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม หรือ EIA โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ และเริ่มการก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้ในปลายปี 2560" นายธนา กล่าว
          ด้านนายเหวียน ดึ๊ก เกื่อง กล่าวว่า โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังความร้อนจิได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐบาลเวียดนามให้ EGATi เป็นผู้ลงทุนเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2556 ตามแผนที่ได้ตกลงในวันนี้คณะกรรมการประชาชนจังหวัดกวางจิและ EGATi จะร่วมลงนาม MOU เพื่อเป็นการวางรากฐานของทุกกิจกรรมและทุกขั้นตอนของการดำเนินงานในโครงการ ในภายหน้ายังคงมีภาระหน้าที่และงานอีกมากมาย ภายหลังการลงนามในครั้งนี้ ทางจังหวัดกวางจิจึงขอเสนอให้ EGATi เร่งดำเนินงานตามขั้นตอนการลงทุน ปฏิบัติตามกฎระเบียบการลงทุนและกฏระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมของเวียดนามอย่างเคร่งครัด โดยในส่วนของจังหวัดกวางจิจะให้ความช่วยเหลือ EGATi อย่างเต็มที่ อาทิ การอพยพประชาชนในที่ดินโครงการ เพื่อส่งเสริมให้การดำเนินงานเป็นไปตามแผนที่วางไว้
          ทั้งนี้ โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกวางจิ เป็นโครงการแบบ BOT (Build operate and transfer) ระยะเวลา 25 ปี โดยเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนขนาดกำลังผลิต 2 x 600 เมกะวัตต์ ใช้ถ่านหินนำเข้าเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า มีกำหนดการจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ (COD) ของหน่วยที่ 1 เดือนมิถุนายน 2564 และหน่วยที่ 2 ประมาณเดือนธันวาคม 2564 โดยขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าเวียดนาม (Vietnam Electricity : EVN) เพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศและเขตเศรษฐกิจพิเศษกวางจิให้เป็นศูนย์กลางเมืองอุตสาหกรรมทางตอนกลางของประเทศ
http://www.star-circuit.com/news/EGET-MOU.html

สภาอุตสาหกรรม หนุนคสช.จัดทำแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำ

สภาอุตสาหกรรม หนุนคสช.จัดทำแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำ


สำนักวิจัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรม
 OIENewLogo 
 



สรุปประเด็นข่าวสำคัญ : ประจำวันศุกร์ที่25กรกฎาคม2557
  

ค่าเงินบาท (ประจำวันที่24กรกฎาคม2557)31.828บาท/$
ทองคำแท่ง    ซื้อ   19,450.00บาทขาย   19,550.00   บาท
ทองรูปพรรณซื้อ   19,162.24บาทขาย   19,950.00    บาท
เบนซินออกเทน 95  48.75 บาท/ลิตรดีเซลหมุนเร็ว   29.85  บาท/ลิตร
แก๊สโซฮอล 95  40.23 บาท/ลิตรแก๊สโซฮอล 91  37.78 บาท/ลิตร

ข่าวในประเทศ
กล่องข้อความ:  กล่องข้อความ: นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)            1. 'สภาอุตฯ' หนุนคสช.จัดทำแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำ
(ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้า, ประจำวันที่ 25 กรกฎาคม2557)                                นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวในงานเสวนาหัวข้อ "ทรัพยากร น้ำกับความมั่นคงด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม" จัดโดยสถาบันน้ำเพื่อความยั่งยืน ส.อ.ท. ว่า ส.อ.ท.สนับสนุนแนวทางการจัดทำแผนแม่บทพัฒนา และบริหารจัดการน้ำที่ขณะนี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กำลังอยู่ระหว่างบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำอยู่โดยภาคเอกชน ต้องการเห็นแผนแก้ไขปัญหาทั้งระบบที่เป็นแผนระยะยาว เพื่อให้โครงการดังกล่าวเดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรมควรต้องให้มีกระบวนการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันปัญหาการคอร์รัปชั่นซึ่งโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ของเดิมที่ถูกต่อต้าน เพราะความไม่ไว้วางใจต่อปัญหาการคอร์รัปชั่น แต่การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบมีความจำเป็นต้องเกิดขึ้นอย่างถาวรที่ต้องดูแลทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม การแก้ไขปัญหาน้ำแล้ง และป้องกันน้ำท่วม ดังนั้นต้องไม่ให้ปัญหานี้เกิดซ้ำอีก
            อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ขณะนี้คสช.อยู่ระหว่างการจัดทำแผนแม่บทพัฒนาและบริหารจัดการน้ำของประเทศที่จะเป็นแผนระยะยาว 10 ปีแบ่งเป็นระยะสั้น 1-2 ปี ระยะกลาง 3-5 และระยะยาว 10 ปี ล่าสุดได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อเร่งการทำงาน 5 คณะได้แก่ คณะอนุกรรมการชุด ที่ 1 ดูแลแผนการบริหารจัดการน้ำภาคเหนือ กลางและตะวันตก ชุดที่ 2 ดูแลด้านภาคอีสานและใต้ ชุดที่ 3 ดูแลเรื่องระบบข้อมูล ชุดที่ 4 ดูแลโครงสร้างองค์กรบริหารจัดการน้ำ และชุดที่ 5 ด้านการประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชน ซึ่งภายในวันที่30กรกฎาคม2557 นี้ ทั้ง 5 คณะจะเสนอกรอบการทำงาน ทั้งหมดเพื่อให้คณะทำงานชุดใหญ่พิจารณาและหลังจากนั้นจึงจัดทำแผนรวมก่อนที่จะประกาศแผนให้ประชาชนรับทราบเป็นการบูรณาการทุกฝ่ายในวันที่ 15 ตุลาคม 2557

กล่องข้อความ:  กล่องข้อความ: นายอุฤทธิ์ ศรีหนองโคตร เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)2.ปั้นอุตสาหกรรมจังหวัดปราบสินค้าห่วย(ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์, ประจำวันที่ 25กรกฎาคม 2557)                         
นายอุฤทธิ์ ศรีหนองโคตร เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า สมอ.ได้อบรมให้ความรู้อุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ เป็นเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ออกตรวจโรงงาน และร้านจำหน่ายทั่วประเทศไม่น้อยกว่า 5,000 แห่ง ภายในปี 2558 เพื่อ ให้โรงงาน และร้านค้า แต่ละแห่งผลิตหรือจำหน่ายสินค้าเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เพราะเจ้าหน้าที่ของสมอ.ในปัจจุบันมีจำนวนจำกัด อาจตรวจสินค้าทั่วประเทศไม่ทั่วถึง จะช่วยให้ผู้บริโภคได้สินค้าที่มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐาน มอก. ซึ่งเป็นการการันตีว่า สินค้าดังกล่าวมีคุณภาพทั้งนี้ได้ปรับแผนการดำเนินงาน เพื่อสร้างความคล่องตัวในการให้บริการ โดยปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบการอนุญาต มอก. เหลือ 26 วัน จากเดิม 43 วัน ซึ่ง สมอ. จะเปิดให้ภาคเอกชนร่วมตรวจสอบมาตรฐานอุตสาหกรรม (ไอบี) โดยจะเพิ่มจากปี 2557 ที่มี 13 ราย เป็น 25 ราย รวมทั้งจะเพิ่มหน่วยตรวจสอบรับรอง (ซีบี) แบ่งเป็นการเพิ่มห้องปฏิบัติการทดสอบจากเดิมที่มี 283 ราย เป็น 310 ราย และเพิ่มห้องปฏิบัติการสอบเทียบ จากเดิม 241 ราย เป็น 300 ราย ซึ่งจะช่วยให้การออกใบรับรองมาตรฐานต่าง ๆ เร็วขึ้น
กล่องข้อความ:  กล่องข้อความ: นางศิริพรนุรักษ์ผู้อำนวยการระดับสูงกองส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)            อย่างไรก็ตาม สำหรับปี 2558 สมอ. ได้รับงบประมาณ 700 ล้านบาท โดยเป็นงบลงทุนนำไปซื้อเครื่องมือให้กับหน่วยทดสอบต่าง ๆ ทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ และอบรมเพื่อให้ความรู้กับโอทอป เอสเอ็มอี และผู้ประกอบการต่าง ๆ เพื่อรองรับการยกระดับมาตรฐานสู่อาเซียน                                               3. 'บีโอไอ' เร่งปั้นนักลงทุน เจาะอาเซียน–ตลาดใหม่(ที่มา: เว็บไซต์แนวหน้า, ประจำวันที่ 25 กรกฎาคม 2557)                            นางศิริพรนุรักษ์ผู้อำนวยการระดับสูงกองส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่านอกจากส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในประเทศแล้ว บีโอไอยังต้องส่งเสริมให้ธุรกิจไทยออกไปลงทุนต่างประเทศด้วยโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่อาจจะยังมีข้อจำกัดในแง่ของข้อมูลเพื่อการทำธุรกิจในต่างประเทศโดยเฉพาะในแง่ของตลาดและกฎกติกาต่างๆทั้งนี้บีโอไอจึงได้ลดข้อจำกัด โดยการให้ข้อมูลผ่านศูนย์ข้อมูลการลงทุนไทยในต่างประเทศ รวมถึงจัดหลักสูตรให้ความรู้ในหลักสูตรสร้างนักลงทุนไทยในต่างประเทศโดยมีเป้าหมายในการยกระดับการบริหารจัดการธุรกิจในต่างประเทศ ด้วยการเพิ่มความรู้และทักษะให้นักลงทุนสามารถวิเคราะห์ภาพรวมการทำธุรกิจในต่างประเทศที่สนใจจะไปลงทุน ผู้เข้ารับการอบรมจะรู้ข้อได้เปรียบและเสียเปรียบของธุรกิจตัวเอง ตลอดจนกลยุทธ์และเทคนิคต่างๆเพื่อสร้างโอกาสที่จะขยายธุรกิจในต่างประเทศได้มากขึ้นโดยบีโอไอให้ความรู้ในหลักสูตรนี้ไปแล้ว 5 รุ่นรวม 192 ราย และประมาณ 15% ของผู้ที่เข้ารับการอบรม หรือประมาณ 30 ราย ได้ออกไปลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนแล้วส่วนใหญ่เป็นการไปลงทุนในอุตสาหกรรมเกษตร สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ก่อสร้าง และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญๆ เช่น โรงไฟฟ้า ซึ่งประเทศที่ไปลงทุนส่วนมากเป็นกลุ่มอาเซียนที่มีชายแดนติดกับไทย ได้แก่ ลาว เมียนมาร์ กัมพูชา และเวียดนาม
อย่างไรก็ตาม บีโอไออยู่ระหว่างเปิดรับสมัครนักธุรกิจไทยเข้าร่วมอบรมรุ่นที่ 6 และ 7 รับสมัคร 40 คนต่อรุ่นโดยโครงสร้างการให้ความรู้จะมี 2 ส่วน คือ การอบรม 60 ชั่วโมง และการพานักลงทุนเดินทางศึกษาลู่ทางการลงทุนในต่างประเทศ เพื่อสำรวจพื้นที่การลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนและกลุ่มประเทศตลาดใหม่เน้นลาวเมียนมาร์อินโดนีเซียศรีลังกา และตลาดใหม่อย่างมัลดีฟส์
ข่าวต่างประเทศ
กล่องข้อความ:  1. พีเอ็มไอจีนสูงสุดรอบ18เดือน(ที่มา:เว็บไซต์แนวหน้า,ประจำวันที่ 25กรกฎาคม 2557)                                                            ธนาคารเอชเอสบีซีของอังกฤษเปิดเผยตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ)เดือนกรกฎาคมของจีนว่า แตะระดับสูงสุดในรอบ18 เดือนที่ 52 จุด และเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 50.7 จุด เมื่อเดือนมิถุนายนซึ่งเป็นเดือนที่พีเอ็มไอเกิน 50 จุด เป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนธันวาคมปีก่อน ทั้งนี้ ทางด้านเศรษฐกรของเอชเอสบีซีระบุว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของจีนยังคงดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดย่อมที่รัฐบาลประกาศเมื่อเดือนเมษายนยังคงส่งผลต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจจีนไตรมาสสองของปีนี้ขยายตัวร้อยละ 7.5 สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ และสูงกว่าร้อยละ 7.4 ในไตรมาสแรกของปีทำให้เศรษฐกรบางคนมองว่า เศรษฐกิจจีนพ้นจากจุดต่ำสุดและฟื้นตัวแล้ว แต่บางคนเตือนว่า อสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่จำนวนมากที่ยังขายไม่ออกจะฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ เพราะครองสัดส่วนสำคัญในเศรษฐกิจและมีความสำคัญต่อรายได้ของรัฐบาลท้องถิ่น
http://www.star-circuit.com/news/Master-Plan-for-Water-Management.html