วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

บีโอไอนำทัพ SME เจรจาธุรกิจ

บีโอไอนำทัพ SME เจรจาธุรกิจ


สำนักวิจัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรม
 OIENewLogo 
 



สรุปประเด็นข่าวสำคัญ : ประจำวันอังคารที่29กรกฎาคม2557
  

ค่าเงินบาท (ประจำวันที่28กรกฎาคม2557)31.810บาท/$
ทองคำแท่ง    ซื้อ   19,600.00บาทขาย   19,700.00   บาท
ทองรูปพรรณซื้อ   19,313.84บาทขาย   20,100.00    บาท
เบนซินออกเทน 9548.75 บาท/ลิตรดีเซลหมุนเร็ว29.85บาท/ลิตร
แก๊สโซฮอล 9540.23 บาท/ลิตรแก๊สโซฮอล 9137.78 บาท/ลิตร

ข่าวในประเทศ
กล่องข้อความ:  กล่องข้อความ: นายนฤชา ฤชุพันธุ์ ผู้อำนวยการหน่วยพัฒนาการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม (BUILD)            1. บีโอไอนำทัพ SME เจรจาธุรกิจ(ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง, ประจำวันที่ 29 กรกฎาคม2557)                                                                  นายนฤชา ฤชุพันธุ์ ผู้อำนวยการหน่วยพัฒนาการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม (BUILD) เปิดเผยว่า วันที่ 19 สิงหาคมนี้ หน่วย BUILD จะจัดกิจกรรมผู้ซื้อพบผู้ขาย ครั้งที่ 240 โดยนำผู้ผลิตชิ้นส่วนซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่เกี่ยวข้องในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ครอบคลุมทั้งกลุ่มพลาสติก เหล็ก รวมถึงชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เดินทางไปเยี่ยมชม บริษัท ดูคาติมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ DUCATI MOTOR (Thailand) ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ 4 จังหวะ ที่มีกระบอกสูบของเครื่องยนต์ตั้งแต่ 500 ซีซี. ขึ้นไป ณ จังหวัดระยอง โดยการผลิตและจำหน่ายในประเทศไทยมุ่งเน้นตลาดส่งออกเป็นหลัก หรือประมาณร้อยละ 95 อาทิ จีน อินเดีย เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ทั้งนี้กิจกรรมสำคัญ จะเปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีไทยได้ร่วมรับฟังนโยบายการจัดซื้อชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ของบริษัท ซึ่งปัจจุบันมีเป้าหมายที่จะลดสัดส่วนการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศลง และหันมาใช้ชิ้นส่วนที่จัดซื้อในประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นโอกาสให้กับเอสเอ็มอีที่ร่วมกิจกรรมได้ร่วมเจรจาธุรกิจเพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นพันธมิตรในการผลิตชิ้นส่วนป้อนให้กับความต้องการของบริษัทในอนาคต
            อย่างไรก็ตาม บริษัทกำลังมองหาวัตถุดิบที่ผู้ประกอบการไทยสามารถผลิตได้เพื่อที่จะลดการนำเข้าจากต่างประเทศลง ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการลดต้นทุนของบริษัทไปด้วย ดังนั้นในกิจกรรมครั้งนี้นอกจากจะสร้างโอกาสให้กับเอสเอ็มอีไทยในการเจรจาเพื่อก้าวไปสู่การเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนป้อนให้กับบริษัทแล้ว ยังจะช่วยทำให้ผู้ผลิตไทยสามารถนำความรู้ในเทคโนโลยีต่างๆ ที่ได้จากการเยี่ยมชมโรงงานไปพัฒนาและต่อยอดการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของตลาดได้เพิ่มขึ้นในอนาคตอีกด้วย

กล่องข้อความ:  กล่องข้อความ: นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ                2.ส่งออกมิ.ย.โต 3.9% ชี้ครึ่งปีหลังฟื้น(ที่มา: เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ, ประจำวันที่ 29กรกฎาคม 2557)                                                       นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่ายอดการส่งออกเดือนมิถุนายน 2557 มีมูลค่า 19,842 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 3.90% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 18,049 ล้านดอลล์ ลดลง14.03 % เกินดุลการค้ากว่า 1.7 พันล้านดอลลาร์ส่วนการส่งออกช่วงครึ่งปีแรก (มกราคม - มิถุนายน) มีมูลค่า 112,704.4.ล้านดอลลาร์ลดลง 0.35% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน  ส่วนการนำเข้ามูลค่า 112,467.7 ล้านดอลลาร์ ลดลง 14% เกินดุลการค้ามูลค่า  236.7 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ สินค้าที่ทำให้ภาพรวมการส่งออกในเดือนมิถุนายนกระเตื้องขึ้น  คือสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัว 2.6% โดยสินค้าข้าวขยายตัว 35.1% มันสำปะหลัง 42.3% แต่ยางพาราลดลง 20.9% หมวดอาหาร 7.6% แต่รายสินค้าทูน่ากระป๋องลดลง 15.2% ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว 3.9% เช่นเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัว 3.4% เครื่องใช้ไฟฟ้า ขยายตัว 3.4%ด้านตลาดส่งออกเดือนมิถุนายน 2557 ตลาดหลักขยายตัว 8.4% มูลค่า 5,798 ล้านดอลลาร์ แต่ญี่ปุ่นทรงตัว 0% มูลค่าการค้า 1,919 ล้านดอลลาร์ สหรัฐขยายตัว 11.2% มูลค่า 2,057 ล้านดอลลาร์ สหภาพยุโรปขยายตัว 15.4 % มูลค่า 1,822 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ตลาดอาเซียน ขยายตัว 2.3% มูลค่า 5,257 ล้านดอลลาร์
กล่องข้อความ:  กล่องข้อความ: น.ส.บุษบา จิราธิวัฒน์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทยอย่างไรก็ตาม ขณะที่สินค้าส่งออกช่วง 6 เดือนแรก ในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัว 2% จากเครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า ส่วนวัสดุกลุ่มก่อสร้างลดลง 20.4% เนื่องจากอุปทานเหล็กในตลาดโลกอยู่ในระดับสูงสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรลดลง 5%  เพราะยางพารา อาหารทะเลแช่แข็งกระป๋องและแปรรูปรวมถึงน้ำตาลหดตัว จากสาเหตุราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง                                                                                                                                3. สมาคมค้าปลีกฯชงคสช.ตั้งกระทรวงดูแลเฉพาะ(ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ ทูเดย์, ประจำวันที่ 29 กรกฎาคม 2557)                          น.ส.บุษบา จิราธิวัฒน์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า สมาคมได้มีการนำเสนอ 12 มาตรการ ผ่านสภาหอการค้าไทยไปยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมค้าปลีกให้มีการขยายตัวต่อเนื่องทั้งนี้ หนึ่งในมาตรการที่นำเสนอและอยากให้มีการจัดตั้ง คือ กระทรวงพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และการค้า เพื่อเข้ามาดูแลอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการค้าปลีกโดยเฉพาะ เนื่องจากปัจจุบันอุตสาหกรรมค้าปลีกยังไม่มีหน่วยงานเฉพาะของภาครัฐเข้ามาดูแลสำหรับกระทรวงพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และการค้าที่เสนอให้จัดตั้งต้องนำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.) กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกรมพัฒนาชุมชนกระทรวงมหาดไทย รวมถึงหน่วยงานที่กระจายอยู่มารวมกันในกระทรวงดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ขณะที่มาตรการที่เหลือ ได้แก่ 1.การลดภาระค่าครองชีพของประชาชน 2.การช่วยเหลือภาคเอกชน 3.การสนับสนุนการขยายตัวของภาคค้าปลีกอย่างชัดเจน 4.รัฐบาลควรเจรจาในระดับ G2G กับรัฐบาลในกลุ่มอาเซียน 5.ควรจัดให้มีหน่วยงานที่เป็นศูนย์กลางในการออกใบอนุญาต 6.ส่งเสริมการค้าชายแดนอย่างชัดเจน 7.การสร้างความเชื่อมั่นและบรรยากาศการจับจ่ายและลงทุน 8.กำหนดมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการSME 9.ประเทศไทยให้เป็นจุดหมายการท่องเที่ยวที่ครบวงจร 10.ต้องไม่ปิดกั้นการเข้าไปทำธุรกิจร้านค้าปลอดภาษีในสนามบินและพื้นที่ค้าปลีกนอกสนามบิน11.ในนิมิตของการจ้างงานให้สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเป็นสถาบันที่จะสร้างงานและพัฒนาบุคลากรที่สำคัญ และ12.การชงตั้งกระทรวงดังกล่าว
ข่าวต่างประเทศ
กล่องข้อความ:              1. ญี่ปุ่นปล่อยกู้รายย่อยพม่า(ที่มา:หนังสือพิมพ์โพสต์ ทูเดย์,ประจำวันที่ 29กรกฎาคม 2557)                                          เว็บไซต์ข่าวอีเลเวน เมียนมาร์ เปิดเผยว่า องค์กรเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจกา) กำลังพิจารณาการให้สินเชื่อแก่ธนาคารพม่าแห่งหนึ่ง เพื่อให้มีสภาพคล่องในการปล่อยสินเชื่อแก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก(เอสเอ็มอี) ต่อไป ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าธนาคารดังกล่าวคือ ธนาคารเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มไอดีบี) ทั้งนี้ เอสเอ็มไอดีบีเป็นธนาคารที่ตั้งขึ้นเพื่อการปล่อยสินเชื่อแก่บรรดาธุรกิจรายย่อยในพม่า โดยคิดอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 8.5%และให้วงเงินแก่ธุรกิจรายย่อยได้มากที่สุด100 ล้านจ๊าด (ราว 3 ล้านบาท)
          อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ไจกายังคงอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาว่า จะปล่อยสินเชื่อให้แก่ธนาคารเอสเอ็มไอดีบี หรือจะเป็นธนาคารซีบี ซึ่งธนาคารเอกชนรายใหญ่เช่นกันปัจจุบันธุรกิจเอสเอ็มอีคิดเป็น 99%ของธุรกิจทั้งหมดในพม่า และมีความสำคัญในทางเศรษฐกิจ โดยในรายย่อยยังขาดการลงทุนขนาดใหญ่ นอกจากนี้ส่วนใหญ่ประสบปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินกู้อีกด้วย

http://www.star-circuit.com/news/BoI-led-SME-business-negotiations.html

วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

'บีโอไอ' ปฏิวัติอุตสาหกรรมไทยหันใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

'บีโอไอ' ปฏิวัติอุตสาหกรรมไทยหันใช้เทคโนโลยีขั้นสูง


สำนักวิจัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรม
 OIENewLogo 
 



สรุปประเด็นข่าวสำคัญ : ประจำวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม 2557
  

ค่าเงินบาท (ประจำวันที่ 25 กรกฎาคม 2557)   31.867 บาท/$
ทองคำแท่ง    ซื้อ   19,550.00  บาทขาย   19,650.00   บาท
ทองรูปพรรณ  ซื้อ   19,268.36 บาทขาย   20,050.00    บาท
เบนซินออกเทน 95   48.75 บาท/ลิตรดีเซลหมุนเร็ว     29.85 บาท/ลิตร
แก๊สโซฮอล 95        40.23 บาท/ลิตรแก๊สโซฮอล 91    37.78 บาท/ลิตร

ข่าวในประเทศ
กล่องข้อความ:  กล่องข้อความ: ดร.อรรชกา สีบุญเรือง              อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม             1. กสอ.สร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมพัฒนาขอนแก่นกลายเป็น 'ฮับ' รองรับเออีซี(ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์, ประจำวันที่ 28 กรกฎาคม 2557)                                                                                              ดร.อรรชกา สีบุญเรือง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เปิดเผยว่า ได้มีการจัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมศักยภาพภาคอุตสาหกรรม SMEs ในพื้นที่ภาคอีสาน เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs รายเดิมให้มีความเข้มแข็ง มีความรู้ในด้านการประกอบการอย่างเป็นระบบและบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการเข้าสู่เออีซี โดยมีการส่งเสริมลักษณะผู้ประกอบการที่มีความสามารถและ ธรรมมาภิบาลการบริหารธุรกิจยุคใหม่ การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการลงทุนต่าง ๆ และมีความรู้ในด้านการจัดตั้งธุรกิจ ซึ่งที่ผ่านมาได้พัฒนาผู้ประกอบการไปแล้ว 281 รุ่น มีผู้ผ่านการอบรม 8,975 ราย จาก 77 จังหวัด โดยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี 148 ราย ทั้งนี้ กสอ. มองเห็นศักยภาพของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากเป็นศูนย์กลางของอินโดจีน โดยเฉพาะ จังหวัดขอนแก่น ที่เป็นศูนย์กลางในหลายด้าน จึงส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มเคลื่อนย้ายเข้ามาประกอบธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
            อย่างไรก็ตาม จังหวัดขอนแก่น มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงกว่าจังหวัดอื่น ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ในการทำการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะมีความพร้อมในหลายด้าน อาทิ ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในการลงทุน ด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน ด้านเทคโนโลยี และด้านเงินทุน ทำให้มีศักยภาพพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ของภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่อินโดจีนได้แบบไม่ยากนัก โดยคาดว่า จังหวัดขอนแก่น จะสามารถยกระดับภาคอุตสาหกรรมได้อย่างสมบูรณ์ จนสามารถแข่งขันกับชาติอื่นในภูมิภาคอาเซียนได้ เพื่อเป็นการรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ทั้งในด้านเชิงรับและเชิงรุกผ่านกระบวน การเรียนรู้ต่าง ๆ  ผู้ประกอบการจะได้สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดขยายกิจการให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป

กล่องข้อความ:  กล่องข้อความ: นายอุฤทธิ์ ศรีหนองโคตร เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)            2. สมอ.ตื่นขันนอตใบอนุญาตแก้กฎหมายคุมมาตรฐานอุตสาหกรรม ปรับคุณภาพหมวกกันน็อกแบบใหม่ (ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ ทูเดย์, ประจำวันที่ 28 กรกฎาคม 2557)                               นายอุฤทธิ์ ศรีหนองโคตร เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช) เห็นชอบร่างแก้ไข พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 แล้ว และอยู่ระหว่างการเสนอให้หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช.พิจารณาเพื่อแก้ไขการออกใบอนุญาตของสมอ.ให้มีความคล่องตัว รวดเร็ว รัดกุมมากขึ้น ทั้งนี้ ร่างกฎหมายฉบับใหม่จะแก้ไขใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1. ให้อำนาจเลขาธิการ สมอ.ในการพิจารณาการออกใบอนุญาตมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมทั่วไป 2. แก้กฎหมายให้อำนาจ กมอ.เป็นผู้มีอำนาจในการอนุญาตนำเข้า เฉพาะครั้งคราวในสินค้าที่มีมาตรฐานต่างจากประเทศไทย และ 3. แก้ไขการกำหนดอายุใบอนุญาตมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
กล่องข้อความ:              อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ สมอ.กำลังเตรียมทำประชาพิจารณ์มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหมวกนิรภัยสำหรับผู้ใช้จักรยานยนต์เพื่อนำมาประกาศใช้ในสิ้นปีนี้ โดยจะปรับใหม่ให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยตามข้อตกลงประเทศในกลุ่มอาเซียนหรือมาตรฐานยูเอ็นอีซีอี ขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) จากปัจจุบันที่ไทยใช้มาตรฐานความปลอดภัยของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมาตรฐานใหม่จะทำให้หมวกนิรภัยมีความแข็งแรงมากขึ้น และสามารถส่งออกสินค้าไปจำหน่ายยัง 10 ประเทศในอาเซียนได้ตามข้อตกลง                                                                                                                  3. 'บีโอไอ' ปฏิวัติอุตสาหกรรมไทยหันใช้เทคโนโลยีขั้นสูง
กล่องข้อความ: นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) (ที่มา: เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ, ประจำวันที่ 28 กรกฎาคม 2557)                        นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ทางบีโอไอ กำลังปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้สอดคล้องกันกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ได้กำหนดแผนพัฒนามีความสมดุลทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผลักดันให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากรายได้ปานกลาง จึงต้องเน้นอุตสาหกรรมที่สร้างคุณค่า และมูลค่ามากกว่าเชิงปริมาณ ทั้งนี้ไทยไม่สามารถแข่งขันด้านอุตสาหกรรมด้านใช้แรงงานและทรัพยากรภายในประเทศเป็นฐานการผลิต จึงต้องพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ไปสู่การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ที่จะมีการปรับโครงสร้างการอุตสาหกรรมให้เน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมาตรการส่งเสริมการลงทุนใหม่ที่จะประกาศใช้ในปี 2558 นี้ จะปรับเปลี่ยนการ ส่งเสริมจากเดิมที่ให้การส่งเสริมทุกอุตสาหกรรมมามุ่งเน้นโฟกัสเลือกส่งเสริมเฉพาะกลุ่ม สินค้าบางกลุ่มที่มีส่วนต่อยอด และสร้างพื้นฐานให้กับอุตสาหกรรมในประเทศ ทั้งนี้ สินค้า 4 กลุ่มคือ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพื้นฐานอุตสาหกรรมเดิม อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมที่มีทรัพยากรพื้นฐานในประเทศอยู่แล้ว เช่น เกษตร อาหาร และอุตสาหกรรมที่ไทยมีการพัฒนาการผลิตระดับโลก เช่น รถยนต์และชิ้นส่วน หากต่อยอดไปจะกลายเป็นฐานการผลิตใหญ่ให้กับอุตสาหกรรมการบิน ที่เป็นธุรกิจอนาคตที่กำลังเติบโตในเอเชีย รวมถึงอิเล็กทรอนิกส์
            อย่างไรก็ตาม สำหรับมาตรการส่งเสริมการลงทุนนั้น มีการจัดทำรูปแบบจูงใจการลงทุนด้วยมาตรการอำนวยความสะดวก ด้านอื่นๆ ส่วนแผนการสนับสนุนด้านการวิจัยพัฒนานั้นวางแผนไว้ภายใน 5 ปี จะต้องเพิ่มการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาจาก 6,000 ล้านบาทในปัจจุบันเป็น 20,000 ล้านบาท ทั้งนี้ มูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2557 น่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้คือ 700,000 ล้านบาท ที่ลดลงจากปี 2556 ที่มูลค่าการขอรับการส่งเสริมอยู่เติบโตถึง 900,000 ล้านบาท เนื่องมาจากแนวโน้มทางเศรษฐกิจโลกมีทิศทางไม่ฟื้นตัว ในปีนี้
ข่าวต่างประเทศ
กล่องข้อความ:              1. ไอเอ็มเอฟลดการเติบโตทั่วโลกเหลือ 3.4 (ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น, ประจำวันที่ 28 กรกฎาคม 2557)                                               กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกน่าจะขยายตัว 3.4% ในปีนี้ ลดลงจากประมาณการเมื่อเดือนเมษายน 0.3% แต่ยังถือว่าดีกว่าปี 2556 ซึ่งโต 3.2% โดยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกของไอเอ็มเอฟล่าสุด ระบุว่า การเติบโตทั่วโลกอาจลดลงเป็นเวลานานขึ้น เนื่องจากไม่มีแรงส่งที่แข็งแกร่งในเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยต่ำมาก และมีการผ่อนคลายตัวยับยั้งการฟื้นตัวอื่นๆ ทั้งนี้ ธนาคารกลางหลายแห่งในตลาดเกิดใหม่ เช่น บราซิล อินโดนีเซีย และตุรกี ได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรงในช่วงปี 2556 - 2557 ซึ่งทำให้ภาวะการเงินตึงตัวขึ้น เนื่องจาก คาดว่าจะมีการเติบโตที่ค่อนข้างแข็งแกร่งมากขึ้นในเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วบางประเทศในปีหน้า ไอเอ็มเอฟจึงคงประมาณการเติบโตทั่วโลกในปี 2558 ไว้ที่ 4%
            อย่างไรก็ตาม สำหรับการเติบโตของยูโรโซน คาดว่า จะแข็งแกร่งเป็น 1.1% จากที่หดตัว 0.4% ในปีที่ผ่านมา แต่ไอเอ็มเอฟตั้งข้อสังเกตว่ายูโรโซนจะยังคงมีการฟื้นตัวที่ไม่เท่ากันทั่วภูมิภาค ซึ่งสะท้อนว่ายังคงมีการกระจายตัวทางการเงินอย่างต่อเนื่อง งบดุลของภาครัฐและเอกชนลดลง และการว่างงานสูงในเศรษฐกิจบางประเทศ

'บีโอไอ' ปฏิวัติอุตสาหกรรมไทยหันใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

'บีโอไอ' ปฏิวัติอุตสาหกรรมไทยหันใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

http://www.star-circuit.com/news/BOI.html

วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

EGATi ลงนาม Memorandum of Understanding (MOU) กับคณะกรรมการประชาชนจังหวัดกวางจิ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

EGATi ลงนาม Memorandum of Understanding (MOU) กับคณะกรรมการประชาชนจังหวัดกวางจิ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

          EGATi ลงนาม Memorandum of Understanding (MOU) กับคณะกรรมการประชาชนจังหวัดกวางจิ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม อันเป็นรากฐานสำคัญในการเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกวางจิขนาดกำลังผลิต 1,200 Glossary Link เมกะวัตต์ โดยจะเริ่มงานก่อสร้าง ประมาณปลายปี 2560 ก่อนเริ่มจ่ายไฟเชิงพาณิชย์โรงไฟฟ้าชุดแรก ประมาณเดือนมิถุนายน ปี 2564

EGET
          เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2557 บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ Memorandum of Understanding (MOU) ร่วมกับคณะกรรมการประชาชนจังหวัดกวางจิ เพื่อสร้างความร่วมมือในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกวางจิ (Quang Tri) จังหวัดกวางจิ ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ขนาดกำลังผลิต 1,200 Glossary Link เมกะวัตต์ โดยมี นายธนา พุฒรังษี รักษาการกรรมการผู้จัดใหญ่ บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และนายเหวียน ดึ๊ก เกื่อง (Nguyen Duc Cuong) ประธานคณะกรรมการประชาชนจังหวัดกวางจิ ร่วมลงนาม พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง จากบริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และจังหวัดกวางจิ พร้อมด้วยสื่อมวลชนท้องถิ่นร่วมในพิธี ณ จังหวัดกวางจิ ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
          นายธนา พุฒรังษี กล่าวว่า โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกวางจิถือเป็นโครงการที่รัฐบาลของทั้งสองประเทศให้ความสำคัญ เพราะนอกจากจะเป็นโครงการที่สร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าทั้งของจังหวัดกวางจิและของประเทศเวียดนามในภาพรวมยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศรวมไปถึงสร้างโอกาสในการพัฒนาโครงข่ายพลังงานไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากจังหวัดกวางจิห่างจากชายแดนไทยเพียง 280 กิโลเมตร และอาจเชื่อมโยงไปถึงประเทศลาวได้อีกด้วย
           "โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกวางจิเป็นโครงการที่มีความสำคัญเป็นลำดับแรกๆ ของ EGATi ในการดำเนินงานที่ผ่านมานอกจากรัฐบาลทั้งสองประเทศที่ให้การสนับสนุนแล้ว จังหวัดกวางจิยังมีส่วนอย่างมากในการช่วยผลักดันโครงการเพื่อให้มีความก้าวหน้าตามกำหนดที่วางแผนไว้ ซึ่งแนวทางการดำเนินงานต่อไปของโครงการนี้คือ EGATi ได้ว่าจ้างบริษัท Power Engineering Consulting Joint Stock Company 2 (PECC2) เพื่อทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ หรือ Feasibility Study และประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม หรือ EIA โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ และเริ่มการก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้ในปลายปี 2560" นายธนา กล่าว
          ด้านนายเหวียน ดึ๊ก เกื่อง กล่าวว่า โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังความร้อนจิได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐบาลเวียดนามให้ EGATi เป็นผู้ลงทุนเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2556 ตามแผนที่ได้ตกลงในวันนี้คณะกรรมการประชาชนจังหวัดกวางจิและ EGATi จะร่วมลงนาม MOU เพื่อเป็นการวางรากฐานของทุกกิจกรรมและทุกขั้นตอนของการดำเนินงานในโครงการ ในภายหน้ายังคงมีภาระหน้าที่และงานอีกมากมาย ภายหลังการลงนามในครั้งนี้ ทางจังหวัดกวางจิจึงขอเสนอให้ EGATi เร่งดำเนินงานตามขั้นตอนการลงทุน ปฏิบัติตามกฎระเบียบการลงทุนและกฏระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมของเวียดนามอย่างเคร่งครัด โดยในส่วนของจังหวัดกวางจิจะให้ความช่วยเหลือ EGATi อย่างเต็มที่ อาทิ การอพยพประชาชนในที่ดินโครงการ เพื่อส่งเสริมให้การดำเนินงานเป็นไปตามแผนที่วางไว้
          ทั้งนี้ โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกวางจิ เป็นโครงการแบบ BOT (Build operate and transfer) ระยะเวลา 25 ปี โดยเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนขนาดกำลังผลิต 2 x 600 เมกะวัตต์ ใช้ถ่านหินนำเข้าเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า มีกำหนดการจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ (COD) ของหน่วยที่ 1 เดือนมิถุนายน 2564 และหน่วยที่ 2 ประมาณเดือนธันวาคม 2564 โดยขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าเวียดนาม (Vietnam Electricity : EVN) เพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศและเขตเศรษฐกิจพิเศษกวางจิให้เป็นศูนย์กลางเมืองอุตสาหกรรมทางตอนกลางของประเทศ
http://www.star-circuit.com/news/EGET-MOU.html

สภาอุตสาหกรรม หนุนคสช.จัดทำแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำ

สภาอุตสาหกรรม หนุนคสช.จัดทำแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำ


สำนักวิจัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรม
 OIENewLogo 
 



สรุปประเด็นข่าวสำคัญ : ประจำวันศุกร์ที่25กรกฎาคม2557
  

ค่าเงินบาท (ประจำวันที่24กรกฎาคม2557)31.828บาท/$
ทองคำแท่ง    ซื้อ   19,450.00บาทขาย   19,550.00   บาท
ทองรูปพรรณซื้อ   19,162.24บาทขาย   19,950.00    บาท
เบนซินออกเทน 95  48.75 บาท/ลิตรดีเซลหมุนเร็ว   29.85  บาท/ลิตร
แก๊สโซฮอล 95  40.23 บาท/ลิตรแก๊สโซฮอล 91  37.78 บาท/ลิตร

ข่าวในประเทศ
กล่องข้อความ:  กล่องข้อความ: นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)            1. 'สภาอุตฯ' หนุนคสช.จัดทำแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำ
(ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้า, ประจำวันที่ 25 กรกฎาคม2557)                                นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวในงานเสวนาหัวข้อ "ทรัพยากร น้ำกับความมั่นคงด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม" จัดโดยสถาบันน้ำเพื่อความยั่งยืน ส.อ.ท. ว่า ส.อ.ท.สนับสนุนแนวทางการจัดทำแผนแม่บทพัฒนา และบริหารจัดการน้ำที่ขณะนี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กำลังอยู่ระหว่างบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำอยู่โดยภาคเอกชน ต้องการเห็นแผนแก้ไขปัญหาทั้งระบบที่เป็นแผนระยะยาว เพื่อให้โครงการดังกล่าวเดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรมควรต้องให้มีกระบวนการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันปัญหาการคอร์รัปชั่นซึ่งโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ของเดิมที่ถูกต่อต้าน เพราะความไม่ไว้วางใจต่อปัญหาการคอร์รัปชั่น แต่การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบมีความจำเป็นต้องเกิดขึ้นอย่างถาวรที่ต้องดูแลทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม การแก้ไขปัญหาน้ำแล้ง และป้องกันน้ำท่วม ดังนั้นต้องไม่ให้ปัญหานี้เกิดซ้ำอีก
            อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ขณะนี้คสช.อยู่ระหว่างการจัดทำแผนแม่บทพัฒนาและบริหารจัดการน้ำของประเทศที่จะเป็นแผนระยะยาว 10 ปีแบ่งเป็นระยะสั้น 1-2 ปี ระยะกลาง 3-5 และระยะยาว 10 ปี ล่าสุดได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อเร่งการทำงาน 5 คณะได้แก่ คณะอนุกรรมการชุด ที่ 1 ดูแลแผนการบริหารจัดการน้ำภาคเหนือ กลางและตะวันตก ชุดที่ 2 ดูแลด้านภาคอีสานและใต้ ชุดที่ 3 ดูแลเรื่องระบบข้อมูล ชุดที่ 4 ดูแลโครงสร้างองค์กรบริหารจัดการน้ำ และชุดที่ 5 ด้านการประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชน ซึ่งภายในวันที่30กรกฎาคม2557 นี้ ทั้ง 5 คณะจะเสนอกรอบการทำงาน ทั้งหมดเพื่อให้คณะทำงานชุดใหญ่พิจารณาและหลังจากนั้นจึงจัดทำแผนรวมก่อนที่จะประกาศแผนให้ประชาชนรับทราบเป็นการบูรณาการทุกฝ่ายในวันที่ 15 ตุลาคม 2557

กล่องข้อความ:  กล่องข้อความ: นายอุฤทธิ์ ศรีหนองโคตร เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)2.ปั้นอุตสาหกรรมจังหวัดปราบสินค้าห่วย(ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์, ประจำวันที่ 25กรกฎาคม 2557)                         
นายอุฤทธิ์ ศรีหนองโคตร เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า สมอ.ได้อบรมให้ความรู้อุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ เป็นเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ออกตรวจโรงงาน และร้านจำหน่ายทั่วประเทศไม่น้อยกว่า 5,000 แห่ง ภายในปี 2558 เพื่อ ให้โรงงาน และร้านค้า แต่ละแห่งผลิตหรือจำหน่ายสินค้าเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เพราะเจ้าหน้าที่ของสมอ.ในปัจจุบันมีจำนวนจำกัด อาจตรวจสินค้าทั่วประเทศไม่ทั่วถึง จะช่วยให้ผู้บริโภคได้สินค้าที่มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐาน มอก. ซึ่งเป็นการการันตีว่า สินค้าดังกล่าวมีคุณภาพทั้งนี้ได้ปรับแผนการดำเนินงาน เพื่อสร้างความคล่องตัวในการให้บริการ โดยปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบการอนุญาต มอก. เหลือ 26 วัน จากเดิม 43 วัน ซึ่ง สมอ. จะเปิดให้ภาคเอกชนร่วมตรวจสอบมาตรฐานอุตสาหกรรม (ไอบี) โดยจะเพิ่มจากปี 2557 ที่มี 13 ราย เป็น 25 ราย รวมทั้งจะเพิ่มหน่วยตรวจสอบรับรอง (ซีบี) แบ่งเป็นการเพิ่มห้องปฏิบัติการทดสอบจากเดิมที่มี 283 ราย เป็น 310 ราย และเพิ่มห้องปฏิบัติการสอบเทียบ จากเดิม 241 ราย เป็น 300 ราย ซึ่งจะช่วยให้การออกใบรับรองมาตรฐานต่าง ๆ เร็วขึ้น
กล่องข้อความ:  กล่องข้อความ: นางศิริพรนุรักษ์ผู้อำนวยการระดับสูงกองส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)            อย่างไรก็ตาม สำหรับปี 2558 สมอ. ได้รับงบประมาณ 700 ล้านบาท โดยเป็นงบลงทุนนำไปซื้อเครื่องมือให้กับหน่วยทดสอบต่าง ๆ ทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ และอบรมเพื่อให้ความรู้กับโอทอป เอสเอ็มอี และผู้ประกอบการต่าง ๆ เพื่อรองรับการยกระดับมาตรฐานสู่อาเซียน                                               3. 'บีโอไอ' เร่งปั้นนักลงทุน เจาะอาเซียน–ตลาดใหม่(ที่มา: เว็บไซต์แนวหน้า, ประจำวันที่ 25 กรกฎาคม 2557)                            นางศิริพรนุรักษ์ผู้อำนวยการระดับสูงกองส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่านอกจากส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในประเทศแล้ว บีโอไอยังต้องส่งเสริมให้ธุรกิจไทยออกไปลงทุนต่างประเทศด้วยโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่อาจจะยังมีข้อจำกัดในแง่ของข้อมูลเพื่อการทำธุรกิจในต่างประเทศโดยเฉพาะในแง่ของตลาดและกฎกติกาต่างๆทั้งนี้บีโอไอจึงได้ลดข้อจำกัด โดยการให้ข้อมูลผ่านศูนย์ข้อมูลการลงทุนไทยในต่างประเทศ รวมถึงจัดหลักสูตรให้ความรู้ในหลักสูตรสร้างนักลงทุนไทยในต่างประเทศโดยมีเป้าหมายในการยกระดับการบริหารจัดการธุรกิจในต่างประเทศ ด้วยการเพิ่มความรู้และทักษะให้นักลงทุนสามารถวิเคราะห์ภาพรวมการทำธุรกิจในต่างประเทศที่สนใจจะไปลงทุน ผู้เข้ารับการอบรมจะรู้ข้อได้เปรียบและเสียเปรียบของธุรกิจตัวเอง ตลอดจนกลยุทธ์และเทคนิคต่างๆเพื่อสร้างโอกาสที่จะขยายธุรกิจในต่างประเทศได้มากขึ้นโดยบีโอไอให้ความรู้ในหลักสูตรนี้ไปแล้ว 5 รุ่นรวม 192 ราย และประมาณ 15% ของผู้ที่เข้ารับการอบรม หรือประมาณ 30 ราย ได้ออกไปลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนแล้วส่วนใหญ่เป็นการไปลงทุนในอุตสาหกรรมเกษตร สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ก่อสร้าง และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญๆ เช่น โรงไฟฟ้า ซึ่งประเทศที่ไปลงทุนส่วนมากเป็นกลุ่มอาเซียนที่มีชายแดนติดกับไทย ได้แก่ ลาว เมียนมาร์ กัมพูชา และเวียดนาม
อย่างไรก็ตาม บีโอไออยู่ระหว่างเปิดรับสมัครนักธุรกิจไทยเข้าร่วมอบรมรุ่นที่ 6 และ 7 รับสมัคร 40 คนต่อรุ่นโดยโครงสร้างการให้ความรู้จะมี 2 ส่วน คือ การอบรม 60 ชั่วโมง และการพานักลงทุนเดินทางศึกษาลู่ทางการลงทุนในต่างประเทศ เพื่อสำรวจพื้นที่การลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนและกลุ่มประเทศตลาดใหม่เน้นลาวเมียนมาร์อินโดนีเซียศรีลังกา และตลาดใหม่อย่างมัลดีฟส์
ข่าวต่างประเทศ
กล่องข้อความ:  1. พีเอ็มไอจีนสูงสุดรอบ18เดือน(ที่มา:เว็บไซต์แนวหน้า,ประจำวันที่ 25กรกฎาคม 2557)                                                            ธนาคารเอชเอสบีซีของอังกฤษเปิดเผยตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ)เดือนกรกฎาคมของจีนว่า แตะระดับสูงสุดในรอบ18 เดือนที่ 52 จุด และเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 50.7 จุด เมื่อเดือนมิถุนายนซึ่งเป็นเดือนที่พีเอ็มไอเกิน 50 จุด เป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนธันวาคมปีก่อน ทั้งนี้ ทางด้านเศรษฐกรของเอชเอสบีซีระบุว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของจีนยังคงดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดย่อมที่รัฐบาลประกาศเมื่อเดือนเมษายนยังคงส่งผลต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจจีนไตรมาสสองของปีนี้ขยายตัวร้อยละ 7.5 สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ และสูงกว่าร้อยละ 7.4 ในไตรมาสแรกของปีทำให้เศรษฐกรบางคนมองว่า เศรษฐกิจจีนพ้นจากจุดต่ำสุดและฟื้นตัวแล้ว แต่บางคนเตือนว่า อสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่จำนวนมากที่ยังขายไม่ออกจะฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ เพราะครองสัดส่วนสำคัญในเศรษฐกิจและมีความสำคัญต่อรายได้ของรัฐบาลท้องถิ่น
http://www.star-circuit.com/news/Master-Plan-for-Water-Management.html